หน้าแรก > แนะนำนักเขียน > ซิดนีย์ เชลดอน (Sidney Sheldon) ต้นตำรับ “Unputdownable mystery”

ซิดนีย์ เชลดอน (Sidney Sheldon) ต้นตำรับ “Unputdownable mystery”

เดี๋ยวนี้ นิยายหลายๆเรื่อง(ทางฝั่งอเมริกา) แต่ละเล่มค่อนข้างจะหนาสาเหตุก็คือว่า มีการเพิ่มเติมรายละเอียดมากมายลงไป เพื่อให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการได้ถึงสถานที่ ตัวละคร วัตถุ และหลายๆอย่างที่ผู้เขียนอ้างอิงไว้ในเรื่องได้อย่างชัดเจน ซึ่งกว่าจะได้รายละเอียดเหล่านั้นมา อาจจำเป็นต้องใช้คนมากกว่าหนึ่งคนเพื่อหาข้อมูล(ราวกับทำวิทยานิพนธ์ทีเดียว) มีทั้งการค้นคว้า การสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิยายที่กำลังเขียน จากนั้นข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นก็จะถูกย่อยมาให้เราได้อ่านกันอีกที ยกตัวอย่างเช่น งานของแดน บราวน์, เจฟฟรี ดีเวอร์ หรือ เดวิด บัลดัคซี เป็นต้น
ซิดนีย์ เชลดอน (Sidney Sheldon) เป็นนักเขียนนิยายที่เป็นที่นิยมคนหนึ่งของอเมริกาและของโลกเลยทีเดียว และถือเป็นนักเขียนยุคแรกเริ่มที่นิยายของเค้าติดอันดับขายดีทั้งในอเมริกาและต่างประเทศ(ถูกแปลไปแล้วหลายภาษา) นิยายของปู่ซิดนีย์ยังสร้างแรงบัลดาลใจให้กับนักเขียนรุ่นใหม่หลายๆคน เพราะสไตล์การเขียนนิยายของเขามีลักษณะตามที่ผมกล่าวมาข้างต้น คือมีรายละเอียดต่างๆที่บรรยายแล้วทำให้เราจินตนาการตามได้ไม่ยาก ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนมาจากกระบวนการค้นคว้าและรวบรวบข้อมูลที่ดีนั่นเอง ที่สำคัญก็คือ นิยายของซิดนีย์ มีโครงเรื่องหลักไม่ค่อยซ้ำกัน แต่ทุกเล่มถ้าได้ลองอ่านแล้วแทบจะวางไม่ลงเลยทีเดียว หรือที่เค้าเรียกว่า “Unputdownable mystery”

ซึ่งเนื้อหาโดยส่วนใหญ่ในนิยายของปู่ซิดนีย์ จะเป็นไปในลักษณะให้ชวนติดตาม และให้คาดเดาเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจไม่ถึงขั้นระทึกขวัญสั่นประสาท แต่ก็ตื่นเต้นและคาดเดาตอนจบกันไปตลอดทั้งเรื่อง ผมชอบที่หลายๆเล่มออกแนวปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคม การดำเนินชีวิตให้กับผู้อ่านด้วย จุดเด่นอีกอย่างของปู่แกคือแกจะตรวจทานนิยายของแกหลายเที่ยว(ว่ากันว่า 12 – 13 เที่ยวกันทีเดียว) กว่าจะส่งต้นฉบับ จึงทำให้นิยายของปู่ซิดนีย์ ออกมาค่อนข้างน่าประทับใจและมีแฟนนิยายเป็นจำนวนมาก

เอ่อ!…ไหนๆแล้วพูดถึงเรื่อง นิยายประเภทที่อ่านแล้ววางไม่ลง หรือ Unputdownable mystery แล้ว ผมขอต่ออีกหน่อยแล้วกัน ปกติแล้วนิยายประเภทนี้ สายหลักจะหนีไม่พ้นแนว “สืบสวนสอบสวน(detective story)” ซึ่งความหมายของ mystery ก็คือ”เรื่องลึกลับ” แต่จริงๆแล้ว โดยนิยามแล้วมันจะหมายถึงการแก้ปัญหาของตัวละครกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ค้นหาตัวคนกระผิด ค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ ซึ่งอาจเป็นการสืบสวนสอบสวนเต็มรูปแบบ ที่ตัวเอกเป็นตำรวจ นักสืบหรือใช้กระบวนการยุติธรรมต่างๆเป็นตัวดำเนินเรื่อง และบางทีเกิดจากความสามารถของตัวละครเอกล้วนๆก็มี ทั้งหมดนี้ จึงทำให้คำว่า “ลึกลับ” จึงดูแล้วไม่ค่อยเหมาะสมนัก (แต่ก็เข้าใจได้)
อย่างไรก็ตามความต้องการและแนวทางของ นิยายสอบสวน ในปัจจุบันคือการคลายปมปริศนา(puzzle) เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความหมายของ Unputdownable คือ “วางไม่ลง” เพราะมีเรื่องราวให้ผู้อ่านได้ขบคิด และแก้ปัญหาไปพร้อมๆกัน โดยโครงเรื่องหลักคือการตามหาผู้กระทำผิดหรือฆาตรกร(ใคร?) อย่างไรก็ดีนิยายชั้นดีส่วนใหญ่แล้ว จะเผยให้รู้ถึงวิธีการ(อย่างไร?) และเหตุผลในการก่อเหตุ(ทำไม?) สอดแทรกประเด็นที่มีสาระประโยชน์ให้กับผู้อ่าน(ทั้งหมดนี้ท่านจะพบได้ในนิยายของปู่ซิดนีย์) แต่ก็ใช่ว่าทุกเล่มจะเป็น Unputdownable mystery ทั้งหมดนะครับ(แม้ว่าหน้าปกจะบอกไว้อย่างนั้น) เพราะการเขียนมันต้องบวกชั้นเชิงของนักเขียนแต่ละคนลงไปด้วย ว่าจะจัดวางอะไร อย่างไร ตรงไหนต้องบอกละเอียด ตรงไหนบรรยายแค่ผ่านๆก็พอ กระบวนการที่ว่านั้นจึงเปรียบเสมือนว่าเป็นลายเซ็น(Signature)ของตัวนักเขียนแต่ท่านครับ สุดท้ายชอบหรือไม่ชอบ ก็ขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านอย่างเราๆอีกทีนั่นแหล่ะครับ ว่าจะซื้อเล่มต่อไปของนักเขียนคนนั้นรึเปล่า
ทั้งนี้ยังมีประเด็นเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่ง ที่นักอ่านบางท่านอาจจะยังสับสนอยู่ ก็คือคำว่า “โครงเรื่อง” (ที่ผมอธิบายไปแล้ว) กับคำว่า “บรรยากาศของเรื่อง” ซึ่งโดยปกติแล้วจะแยกกันอย่างชัดเจนนะครับ บรรยากาศของเรื่อง(ผมเรียกว่าอารมณ์ร่วม) ของนิยายสืบสวนสอบสวนนี้ จะแยกได้เป็น 2 ประเภท ก็คือ “ระทึกขวัญ” กับ “เข่ยาขวัญ” ซึ่งผมคิดว่าว่าตรงตัวมากๆ ส่วนจะแยกย่อยลงไปอีกรึเปล่านั้น ก็แล้วแต่ว่านักเขียนท่านนั้นๆ จะนำเรื่องราวไปผูกกับอะไร หรือสร้างอารมณ์ของเรื่องให้ไปในแนวทางใดนั่นเอง(เริ่มยาวละ) ผมทิ้งไว้แค่นี้ก่อนนะครับ แต่ที่แน่ๆปู่ซิดนีย์นี่แหล่ะ ที่เค้าว่าเป็นแรงบันดาลใจ ให้แดน บราวน์เขียนนิยายแนวนี้ หลังจากที่เค้าอ่าน The Doomsday Conspiracy(แผนลับดูมสเดย์) ของปู่แล้วคิดว่า ทำได้ดีกว่า ก็เลยทำให้เรามี “Davinci code” และ “The Last Symbol” อ่านกันนี่แหล่ะครับ
อย่างไรก็ตาม นิยายของปู่ซิดนีย์ ส่วนใหญ่แล้วแต่ละเล่มไม่หนามากเหมือนนิยายของป๋าแดนนะครับ เนื้อหาค่อนข้างกระชับ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้กลับเป็นจุดเด่นของปู่ และที่แน่ๆนิยายของปู่อ่านสนุกและอ่านง่ายครับผมรับรอง สุดท้ายนี้สำหรับท่านที่สนใจอยากรู้ข้อมูลของปู่แกเพิ่มเติม ก็ไปตามลิงค์ด้านล่างนะครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Sidney_Sheldon
http://www.hachettebookgroup.com/features/sidneysheldon/index.html

เกือบลืม! นิยายทั้งหมดของ ปู่ซิดนีย์ เท่าที่ผมหาข้อมูลมา มีทั้งหมด 18 เล่มนะครับ และข่าวร้ายก็คือว่าคงไม่มีเล่มต่ออีกแล้วล่ะครับ เพราะปู่แกเสียตั้งแต่ปี 2007 แล้ว ส่วนข่าวดีก็คือ นิยายทั้งหมดถูกแปลเป็นไทยเรียบร้อยแล้ว เท่าที่ผมได้ลองอ่านดูก็รู้สึกดีกับสำนวนแปล(แปลกันหลายท่าน)แต่ผมยังอ่านไม่ครบทุกเล่มนะครับ ส่วนเล่มที่อ่านจบไปแล้ว ผมคิดว่านิยายยังให้ความรู้สึกที่ “อ่านแล้ววางไม่ลงอยู่” และคิดว่าทุกเล่มน่าจะรักษามาตรฐานได้เท่ากัน เพราะน่าเป็นบรรณาธิการท่านเดียวกัน(ผมคิดเองนะครับ อย่าเชื่อมาก)
ท่านที่สนใจว่ามีเรื่องอะไรบ้างลองดูรายละเอียดด้านล่างนะครับ ผมไม่ได้เรียงตามปีที่พิมพ์นะครับถ้าอยากทราบ แต่อยากทราบละก็ ท่านสามารถดูได้จากวิกิพีเดียได้ และแม้ว่านิยายหลายเรื่องของปู่จะถูกเขียนขึ้นมานานแล้วก็ตาม แต่รับประกันได้ว่าเนื้อหาไม่ได้เก่าไปด้วยแต่อย่างใด จริงๆอาจทันสมัยกว่านิยายหลายๆเรื่องที่เพิ่งออกมาด้วยซ้ำไปครับ
1. แผนครองพิภพ (Are You Afraid of the Dark)
2. เพลิงแค้นล้างตระกูล (The Sky is Falling)
3. ปมลับปมแค้น (Tell Me Your Dreams)
4. แผนโค่นบัลลังก์อินทรี (The Best Laid Plans)
5. มรดกมรณะ (Morning, Noon, & Night)
6. ตราบาบนักบุญ (Nothing Last Forever)
7. ทางไร้กุหลาบ (The Star Shine Down)
8. แผนลับดูมสเดย์ (The Doomsday Conspiracy)
9. รอยรักรอยพยาบาท (Memories of Midnight)
10. แผ่นดินรักแผ่นดินเลือด (The Sands of Time)
11. แผนอุบาทว์ (Windmills of the Gods)
12. กุหลาบ ร้อยเล่ห์ (If Tomorrow Comes)
13. ปิศาจสันนิวาส (A Stranger in the Mirror)
14. สายเลือด (Bloodline)
15. ไฟรักไฟพยาบาท (The Other Side of Midnight)
16. กระชากหน้ากากทรชน (The Naked Face)
17. กุหลาบย้อมสี (Rage of Angels)
18. จอมบงการ (Master of the Game)

ส่วนท่านใด ที่ใคร่อยากลองอ่านนิยาย ภาคภาษาอังกฤษแบบเต็มๆ ของปู่ ก็ไปที่เวปด้านล่างนี้นะครับ มีให้อ่านจุใจเลย

http://english-for-thais.blogspot.com/2008/07/259-sidney-sheldon.html

ด้านล่างนี้เป็นปกฉบับแปลไทยเรื่อง แผนลับดูมสเดย์ (The Doomsday Conspiracy) ครับ และน่าจะเป็นเล่มที่พูดถึงกันมากที่สุดเล่มหนึ่ง (เนื้อเรื่องแอบไซไฟนิดๆ)

– ขอบคุณภาพจาก http://www.amarinpocketbook.com
– Thanks image from sidneysheldon.bookchums.com

Advertisements
  1. MissPiggy
    กันยายน 23, 2014 ที่ 4:25 pm

    ถ้าไม่เคยอ่านของปู่มาก่อน แนะนำให้อ่านเรื่องไหนก่อนดีคะ

    • กันยายน 24, 2014 ที่ 3:33 am

      งานของปู่แยกเป็น 2 แนวใหญ่ๆครับมี แบบพีเรียด กับ ไซไฟพีเรียด ถ้าแบบไซไฟพีเรียด ผมแนะนำให้อ่านเรื่อง แผนลับดูมสเดย์ (The Doomsday Conspiracy) ส่วนพีเรียดก็น่าจะเป็นเรื่องจอมบงการ (Master of the Game), กุหลาบ ร้อยเล่ห์ (If Tomorrow Comes),ไฟรักไฟพยาบาท (The Other Side of Midnight) และ แผนอุบาทว์ (Windmills of the Gods) ส่วนแนวสืบสวนก็คงจะเป็น สายเลือด (Bloodline) และ กระชากหน้ากากทรชน (The Naked Face) เลือกได้ตามนี้เลยครับ ส่วนงานยุคหลัง พอเราเริ่มจับทางได้ก็จะเฉยๆ แต่ผมว่าก็ถือว่ายังอ่านสนุกอยู่ครับ

      • MissPiggy
        กันยายน 28, 2014 ที่ 8:27 am

        ขอบคุณมากคะ ^^

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: