หน้าแรก > แนะนำนักเขียน > ทอม แคลนซี(Tom Clancy) : เจ้าพ่อนิยายสงครามสไตล์เทคโนทริลเลอร์

ทอม แคลนซี(Tom Clancy) : เจ้าพ่อนิยายสงครามสไตล์เทคโนทริลเลอร์

Tom ClancyTom Clancyหากเอ่ยถึงชื่อของ ทอม แคลนซี(Tom Clancy) ในบ้านเราแล้วเหล่าเกมส์เมอร์คงร้องอ๋อ เพราะมีเกมจำนวนเป็นโหลที่ใช้ชื่อนี้ แล้วตามท้ายด้วยอะไรสักอย่าง ซึ่งสำหรับผมเกมที่เคยเล่นและใช้ชื่อนี้ก็น่าจะเป็น ทอม แคลนซี เรนโบว์ซิก(Tom Clancy’s Rainbow Six) ครับ และนั่นก็นานมากแล้ว แต่สำหรับเหล่านักอ่านชาวไทยแล้วชื่อของ ปู่ทอม อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าไหร่นัก เพราะตลาดของนิยายฉบับแปลไทยของปู่ทอมที่แปลโดยคุณ สุวิทย์ ขาวปลอด (ผมไม่แน่ใจนักเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด)ไม่ได้แพร่หลายในระดับที่เรียกว่า mass market ซึ่งก็หมายถึงการผลิตคราวละมากๆ และเป็นตลาดใหญ่ในบ้านเราครับ โดยหนังสือจะขายให้กับลูกค้าทุกคนเหมือนกันหมดครับโดยเน้นที่ราคาถูก และนานๆทีก็จะมีฉบับปกแข็งออกมาขายบ้าง ซึ่งไอ้ตลาดที่ทำนานๆที่นี่แหล่ะครับเค้าเรียกว่า  nice market ที่จะเน้นการขายเฉพาะกลุ่มหรือตามกระแสนิยม และจะผลิตในจำนวนที่ไม่มาก โดยอาจพิจารณาจากจำนวนกลุ่มผู้ซื้อเป็นหลักเพื่อไม่ให้เกิดสินค้าคงคลังมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ขาดทุน เนื่องจากหนังสือมันมีอายุครับ เก็บไว้ได้สักพักก็มีเหลืองบ้าง บวมบ้าง อะไรบ้าง ราคาก็จะตกสำนักพิมพ์หรือตัวแทนจำหน่ายก็จะเอามาขายลดราคาให้เรา นานๆวันเข้าก็อาจจะต้องทิ้ง เพราะหนังสืออาจเสื่อมสภาพไปเลย อันนี้ก็เป็นสัจธรรมของโลกครับ

อย่างที่ผมได้บอกไว้ในตอนต้นชื่อของ ทอม แคลนซี ในวงการนักอ่านไทยค่อนข้างจะจำกัดอยู่ในวงแคบ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของนักแปลขั้นเทพที่ชื่อ สุวิทย์ ขาวปลอด แต่ก็ใช่ว่านิยายของ ทอม แคลนซี จะไร้ชื่อแต่อย่างใดครับ เพราะในอเมริกาชื่อชั้นของ ทอม แคลนซี นั้น นับชั้นได้ถึงขั้นบรมครูในวงการนักเขียนเลยทีเดียว พิสูจน์ได้จากอะไรน่ะหรือครับ ก็พิสูจน์ได้จากนิยายที่ได้อันดับหนึ่งใน เดอะไทมส์ หรือ #1 The New York  Times Best Seller ของเขา จำนวนทั้งหมดรวมกันแล้วก็ไม่มากครับ แค่ 15 เล่ม เท่านั้นเอง(สำหรับนักเขียนทั่วไป แค่จะติดอันดับก็แย่แล้ว) ดังนั้นส่วนผสมที่ได้จากนักเขียนและนักแปลชั้นครูทั้งสองท่าน เมื่อได้มารวมกันจึงเกิดนิยายแปลชั้นดีที่ลงตัวเสียเหลือเกินครับ

เอาล่ะ! ผมของดเรื่องของคุณ สุวิทย์ ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน(เพราะเดี๋ยวจะยาว) มาต่อที่เรื่องปู่ทอมกันดีกว่า ปู่ทอมมีชื่อเต็มๆว่า “โทมัส ลีโอ แคลนซี จูเนียร์” (Thomas Leo  Clancy, Jr.) ฝรั่งเค้ามักเรียกว่า แคลนซี นะครับ แต่ผมขอเรียกง่ายๆว่า ปู่ทอม ครับ ปู่ทอมเป็นนักเขียนนิยายที่เขียนนิยายแนวจารกรรม(espionage), วิทยาศาสตร์ทางการทหาร(military science) และเทคโนทริลเลอร์(techno thriller)* โดยว่ากันว่าปู่ทอมนี่แหล่ะ เป็นต้นตำหรับของนิยายแนวเทคโนทริลเลอร์ครับ

เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ในนิยายของปู่ทอมจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงหลังสงครามเย็น และมีฉากเกี่ยวกับการใช้เทคนิคทางการทหาร ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย ปืนพก เทคนิคการพรางตัว การวางแผนการรบ  หรือแม้กระทั่งรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบินรบและระบบขีปนาวุธ  ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นค่อนข้างที่จะเกี่ยวพันธ์กันกับหน่วยข่าวกรอง รัฐบาล และปฏิบัติการทางการทหาร ของอเมริกาเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเนื้อเรื่องมีส่วนผสมของนิยายแนวจารกรรมพอสมควร

ทอม แคลนซี เกิดที่บัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ในสหรัฐอเมริกา เข้าศึกษาระดับมัธยมในโรงเรียน Loyola Blakefield  และต่อมาก็เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ Loyola College ในปี1969 หลังจากเรียนจบทอมไม่ได้เริ่มเขียนนิยายทันทีครับ เค้าเริ่มอาชีพเป็นนายหน้าขายประกันอยู่ในช่วงแรกๆ แต่ไม่กี่ปีเขาก็เปลี่ยนไปทำธุรกิจที่เกี่ยวกับการร่วมกลุ่มลงทุนและกลุ่มลงทุนดังกล่าวก็ได้ซื้อทีมเบสบอลอย่าง Baltimore Orioles ในปี 1993 (เดาว่าหลังจากที่ประสบความสำเร็จกับนิยายเล่มแรกในปี 1984 ทอมน่าจะนำเงินได้ไปลงทุนครับ) ปัจจุบัน ทอม แคลนซี  เป็นถึงหุ้นส่วนและประธานสโมสรของทีมเบสบอล Baltimore Orioles

แนวคิดทางการเมืองมีผลอย่างมากในงานเขียนของทอม ในอดีตทอมเคยเป็นพวกอนุรักษ์เสรีนิยม(libertarian conservative) และสนับสนุนพรรครีพับลิกัน(Republican Party) ซึ่งตรงนี้ส่งผลต่อแนวทางการเขียนของทอมค่อนข้างมากในระยะแรก แต่หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 (เหตุการณ์ 911) ทอมก็หันไปสนับสนุนพรรคพรรคเดโมแครต (Democratic Party) และต่อต้านพวกมุสลิมอย่างหนัก

ในปี 2008 บริษัทเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Ubisoft ก็ได้ซื้อชื่อของ ทอม แคลนซี เพื่อไปใช้ในธุรกิจวีดีโอเกม โดยเกมส่วนใหญ่จะเป็นเกมเกี่ยวกับสงคราม อย่างไรก็ตามทอมไม่ได้มีส่วนร่วมกับการผลิตเกมแต่อย่างใด แต่แนวคิดของเกมบางส่วนก็มาจากนิยายของเขานั่นเอง ลิขสิทธิ์ดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงนิยายแล้วก็หนังด้วย แต่จะไม่ครอบคลุมถึงลิขสิทธิ์ ที่ถือครองโดยบริษัทอื่นก่อหน้า เช่น Rainbow Six เป็นต้น

ในด้านของวงการภาพยนต์ มีนิยายของ ทอม แคลนซี หลายเรื่องถูกนำไดัดแปลงเป็นภาพยนต์ซึ่งก็ยังคงใช้ชื่อของ ทอม แคลนซี  ในส่วนของการเขียนบทภาพยนต์แม้แท้ที่จริงแล้ว จะถูกเขียนโดยนักเขียนบทท่านอื่น (ฝรั่งเค้าเรียกว่า “Ghost writer”) โดยเฉพาะนิยายชุดที่มีตัวเอกชื่อแจ๊ค ไรอัน(Jack Ryan) ได้ถูกสร้างเป็นภาพยนต์ถึง 4 เรื่องด้วยกัน ซึ่งก็มี The Hunt for Red October, Patriot Games, Clear and Present Danger และ The Sum of All Fears นอกจากนี้ยังมีจอนห์ คล๊าค(John Clark) เป็นอีกตัวเอกจากนิยายชุดของเขา และได้รับความนิยมไม่แพ้ แจ๊ค ไรอัน 

ตัวอย่างหนังเรื่อง The Sum of All Fears ในปี 2002 ที่นำแสดงโดยเบ็น เอฟเฟล็ก และมอร์แกนฟรีแมน
คลิกชมด้านล่าง

งานเขียนและชื่อของทอม เป็นของขายได้ไปแล้วสำหรับวงการบันเทิงโดยเฉพาะงานที่มีเรื่องราวเกี่ยวของกับการทหาร Act of Valor เป็นหนังเรื่องล่าสุด(2012)ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับหน่วยรบพิเศษที่ หรือที่เราเรียกกันว่าหน่วย ซีล(Seal) ซึ่งว่ากันว่าหนังได้สมาชิกของหน่ยซีลจริงๆมาเล่น และทำงานร่วมกับ ทอม แคลนซี ในส่วนของรายละเอียดทางยุทธโทปกรณ์ทางหาร การแต่งกาย เทคนิคต่างๆ และเพื่อให้งานออกมาได้สมจริง แต่ทอมไม่ได้เป็นคนเขียนบทหรือดัดแปลงบทแต่อย่างใด กระนั้นชื่อของเค้าที่ติดอยู่บนโปสเตอร์ก็ใหญ่ที่สุด

ชมตัวอย่างหนังเรื่อง Act of Valor คลิกด้านล่าง

เอาล่ะกลับมาเข้าสู่เรื่องของนิยายที่ปู่ทอมเขียนไว้กันดีกว่านะครับ นิยายเรื่องแรกที่ออกจำหน่ายของ ทอม แคลนซี มีชื่อว่า The Hunt for Red October มีชื่อภาษาไทยตรงตัวว่า ล่าตุลาแดง ครับ นิยายถูกพิมพ์ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี 1984 ในฉบับปกแข็งและได้รับการตีพิมพ์อีกครั้งในปีต่อมาในฉบับที่เป็นปกปกติ หลังจากมียอดขายถล่มทลายจากการตีพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งยอดรวมของนิยายเล่มแรกที่ขายได้ก็ประมาณหลักล้านเล่มครับ

ทอม แคลนซี ได้ไอเดียในการเขียนนิยายเล่มแรกมาจากหนังสือที่ชื่อ “The Last Sentry” (ซึ่งน่าจะหมายถึงทหาร(เรือดำน้ำ)รักษาการณ์คนสุดท้าย) ที่เป็นเรื่องราวการหลบหนีของลูกเรือของโซเวียตในปี 1975 เขียนโดย กรีกอรี่ ดี ยัง (Gregory D. Young) และ เนท บราเดน (Nate Braden) ซึ่งเขียนมาจากเหตุการณ์จริง โดยปู่ทอมเริ่มเขียน The Hunt for Red October ในตอนกลางคืน หลังจากว่างเว้นจากธุรกิจขายประกันที่เป็นอาชีพแรกของเขาหลังจากจบมหาวิทยาลัย

เนื้อเรื่องย่อของของ The Hunt for Red October เอ่ยถึง มาร์โก้ รามุส วีรบุรุษของกองเรือดำน้ำของโซเวียต มีหน้าที่ควบคุมเรือดำน้ำปรมณูที่มีชื่อว่า Red October โดยเขาและสมาชิกผู้ถูกเลือกได้ยกเลิกภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และมุ่งหน้าเข้าสู่อเมริกา เรื่องราววุ่นวายจึงเกิดขึ้น เมื่ออเมริกาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์สถานการณ์นี้ ร้อนถึงพระเอก แจ๊ค ไรอัน ของเราที่ต้องเข้ามากู้สถานะการณ์ร้อนนี้ ซึ่งนอกจากเนื้อเรื่องที่เข้มข้นแล้วรายละเอียดของเหตุการณ์และบรรยากาศของเรื่อง รวมถึงเทคโนโลยีทางการทหารที่สมัย ในสมัยนั้นแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่แพร่หลาย ทำให้นิยายเล่มนี้ถือเป็นของแปลกทีเดียวในยุคนั้น ความสำเร็จของ The Hunt for Red October ยิ่งมีมากขึ้นไปอีกเมื่อประธานาธิปดีโรนัล เแกน(Ronald Reagan) พูดถึงหนังสือเล่มนี้ในการประชุม Televised press conference โดยบอกว่า “หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่อ่านแล้ววางไม่ลง แถมมันยังสมบูรณ์แบบอย่างเหลือเชื่อจริงๆ” ชื่อของ ทอม แคลนซี  จึงโด่งดังขึ้นในหมู่นักอ่านและนักเขียนนิยายนับแต่นั้นมา

ความสำเร็จของ The Hunt for Red October ทำให้เกิดผลงานต่อๆมาของ ปู่ทอมอีกมากมายทั้งนิยายและหนังสือสารคดี ที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวของกับเรื่องทหารๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยมักจะมีการนำเสนอเทคโนโลยีและสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ทั้งเรื่องจริงและจากจินตนาการของเขา แต่ก็ยังอยู่ภายใต้พื้นฐานของความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง นิยายเล่มล่าสุดของ ทอม แคลนซี ซึ่งเพิ่งเริ่มจำหน่ายในอเมริกาเมื่อปลายปีที่แล้ว คือเรื่อง “Lock On” ที่เป็นเรื่องราวต่อจากเรื่อง “Dead or Alive “ ที่กล่าวถึงสมาชิกที่เหลือรอดของเดอะแคมปัส  แจ็ค ไรอัน  พ่อ-ลูก และจอห์น คลาร์ค ส่วนนิยายเล่มต่อไปที่มีคิวออกวางจำหน่ายในปี 2012 จะใช้ชื่อว่า “Search and Destroy” โดยเรื่องนี้เป็นนิยายแบบจบในเล่มครับ

รายละเอียดของนิยายฉบับแปลไทยนั้น อย่างที่ผมกล่าวไปในตอนต้นนะครับ นิยายแปลของ ทอม แคลนซี ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นของ สำนักพิมพ์ วรรณวิภา โดยคุณสุวิทย์ ขาวปลอด ครับซึ่งจะว่าหาซื้อยากก็ไม่ยาก หรือว่าจะง่ายก็ไม่ง่าย (ลองหาในเน็ต หรือถามตามร้านหนังสือใหญ่ๆดูครับ) แต่เรื่องสำนวนการแปลไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนรูปเล่มก็ถือว่ายอมรับได้ครับ ไม่ได้หวือหวาเหมือนสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ แต่ก็มีแฟนนิยายติดกันงอมแงมทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นนิยายชุดที่มีสองตัวเอกคือ  แจ็ค ไรอัน (Jack Ryan) และจอห์น คลาร์ค (John Clark) โดยนิยายในจักรวาลของตัวเอกทั้งสองนี้ แม้บางเล่มจะเขียนขึ้นมาก่อน แต่ถ้าเรียงลำดับเวลา สามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ (ฉบับแปลไทยจะมีชื่อไทยด้านหลังส่วนใหญ่จะมี 2 เล่มจบ)

1. Without Remorse(เหลือเพียง ความแค้น)
2. Patriot Games(เด็ดหัววีรบุรุษ)
3. Red Rabbit(กระต่ายแดงแรงฤทธิ์ )
4. The Hunt for Red October (ล่าตุลาแดง)
5. The Cardinal of the Kremlin(แผนชิงฟ้า)
6. Clear and Present Danger (เคลียร์แล้วลุยเจ็บปวด)
7. The Sum of All Fears (นักรบเกมโลกันต์)
8. Debt of Honor (หักปีกอินทรีย์); เล่มนี้มีลักษณะเหตุการณ์คล้ายเหตุการณ์ 911
9. Executive Orders (ขย้ำพยัคฆราช)
10. Rainbow Six (อุดมการณ์เฉียดนรก)
11. The Bear and the Dragon(รุกฆาต)
12. Teeth of the Tiger (คมเขี้ยวพยัคฆ์)
13. Dead or Alive (คมเพชรฆาต)
14. Locked On (ล็อคเป้าสังหาร)

ด้านล่าง รูปตัวอย่างปกนิยายฉบับแปลไทยในรูปแบบต่างๆ

นอกจากนิยายในจักรวาลของตัวเอกทั้งสอง (ถ้ารวม แจ็คไรอัน จูเนียร์ ก็เป็นสาม) ก็ยังมีนิยายเรื่องอื่นของปู่ทอมที่คุณสุวิทย์ได้แปลเอาไว้ โดยมีทั้งฉบับที่แกเขียนเองทั้งหมดและเขียนร่วมกับนักเขียนท่านอื่นด้วย อย่างไรก็ตามนิยายฉบับหลังๆปู่ทอม มักจะเขียนร่วมกับนักเขียนท่านอื่น หรือเป็นที่ปรึกษาไปแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะแกอายุมากแล้ว หรืออย่างไร แต่สำหรับผมแค่แนวทางนิยายไม่เพี้ยนไปจากสไตล์ของปู่ทอมก็พอแล้ว ซึ่งก็จะมีเรื่อง ออพ-เซ็นเตอร์ (Op-center) ที่ปู่ทอมและสตีฟ พีซเซนนิค(Steve Pieczenik) เป็นที่ปรึกษาให้กับเจฟ โรวิน (Jeff Rovin) (แต่ก็ไม่ได้มีการเปิดเผยแน่ชัดนักว่าใครเขียน) นิยายมีฉบับแปลไทยมาแล้วสองเล่มคือ Op-center และ ศัตรูคู่ขนาน (Tom Clancy’s Op-center Mirror Image) ส่วนทั้งชุดของออพ-เซ็นเตอร์มีทั้งหมด 12 เล่ม(ลองหาเรื่องย่ออ่านจากอินเตอร์เน็ตนะครับ) และอีกเรื่องคือเรื่องเกมถล่มโลก (Red Storming Rising) ที่เล่มนี้ปู่แกเขียนเอง

นิยายที่ปู่ทอมเขียนร่วมกับนักเขียนท่านอื่นอีกก็มี Net Force และ Net Force Explorers ซึ่งจริงๆแล้วทอมเป็นแค่ที่ปรึกษาร่วมกับสตีฟ พีซเซนนิค (ฝรั่งเค้าบอกว่า create) แต่คนที่เขียนจริงๆคือ สตีฟ เพอร์รี่ (Steve Perry) อีกชุดคือ เพาเวอร์เพลย์(Power Plays) ที่ทอมเป็นที่ปรึกษาร่วมกับมาร์ติน กรีนเบิร์ก(Martin Greenberg) ส่วนนิยายเขียนโดย เจอร์โรม พรีอิสเลอร์ (Jerome Preisler) นอกจากนี้ก็ยังมี ในส่วนของสารคดีและนิยายอื่นอีกหลายเรื่องซึ่งถ้าเอามาเล่าคงยาวน่าดู ผมลิงค์ไว้ให้ด้านล่าง

ถ้าคุณยังไม่เคยสัมผัสงานของ ทอม แคลนซี  ล่ะก็มีอย่าง สองอย่าง ที่คุณต้องเตรียมพร้อมนะครับ  อย่างแรกคือศัพท์แสงแปลกๆครับ  ซึ่งมีเยอะพอประมาณบางคนบอกว่าอ่านแล้วมึนๆ แต่สำหรับผมยิ่งอ่านยิ่งมัน แนะนำว่าถ้ารู้สึกมึนๆ อย่าไปทำความเข้าใจมาก เอาบริบทไปก่อน(แล้วเดี๋ยวคุณจะค่อยคุ้นกับมันเอง) อย่างที่สองคือถ้าคุณจะอ่านนิยายในจักรวาลของ แจ๊ค ไรอัน คุณอาจจะงงกับตัวละครบางตัว ซึ่งสำหรับผม ผมแนะนำให้อ่าน The Hunt for Red October (ล่าตุลาแดง) และ Patriot Games(เด็ดหัววีรบุรุษ) ก่อนนะครับ เพราะอย่างแรกเลยคือสองเล่มนี้ไม่น่าเบื่อ และอย่างที่สองก็คือทั้งสองเล่มช่วยปูพื้นฐานตัวละครให้พร้อมสำหรับการอ่านเล่มอื่นๆได้ค่อนข้างมากครับ ขอให้สนุกกับ เทคโนทริลเลอร์ ของปู่ทอมนะครับ – danw

ต้องการทราบรายละเอียของปู่ ทอม แคลนซี เพิ่มเติมคลิกด้านล่าง

http://en.wikipedia.org/wiki/Tom_Clancy

http://th.wikipedia.org/wiki/ทอม_แคลนซี

http://www.tomclancy.com/

ผมไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ แต่เป็นแฟนคนหนึ่งของพี่สุวิทย์ และถ้าอยากได้หนังสือของทอม แคลนซี ฉบับภาษาไทยมาลองอ่าน ก็แวะไปดูรายละเอียดที่ Facbook ของพี่เค้าด้านล่าง เห็นช่วงนี้กำลังลดราคา

https://www.facebook.com/SuWithyKhawPlxd

*เทคโนทริลเลอร์ (techno thriller) คือ นิยายประเภทลูกผสม ของนิยายระทึกขวัญแนวจารกรรมสายลับ(บู๊) นิยายสงคราม(ที่เว่อร์นิดๆ) และนิยายวิทยาศาสตร์แบบเหนือจินตนาการ(อาจเป็นแค่เพียงทฤษฎีในปัจจุบัน)  อย่างไรก็ตาม นิยายประเภทนี้ ยังอาจมีส่วนผสมอื่นๆเพิ่มเข้ามาตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการทหาร(military technology)  ซึ่งมักกล่าวอ้างถึงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ที่ออกจะเกินจริงไปบ้างแต่ก็ยอมรับได้ในด้านของเทคนิคการเขียนเนื้อเรื่อง ที่อธิบายอย่างละเอียดละออ เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องราวแปลกใหม่ ทั้งนี้รายละเอียดของเทคโนโลยีเหล่านั้นจะถูกบรรยายอย่างละเอียดและสอดแทรกผ่านเรื่องราวในปฏิบัติการต่างๆ เช่น การจารกรรม การต่อสู้แบบตะวันออก หรือแม้กระทั่งข้อถกเถียงทางการเมือง  ซึ่งรายละเอียดนั้นๆ ก็จะแตกต่างกันไปจากการสืบค้นหรือในเหตุการณ์สอบสวนต่างๆ

รูปและข้อมูลต่างๆผมคงไม่สามารถบอกได้หมดว่าได้มาจากไหนบ้าง เอาเป็นว่าผมขอบคุณทุกคนและขออภัยที่ผมไม่ได้เอ่ยถึง ขอบคุณครับ

Thanks all for all information that It’s linked by me.

Advertisements
  1. พฤษภาคม 7, 2013 ที่ 8:32 pm

    Saw this piece of writing on Twitter and really liked it, otherwise I wouldn’t have seen it without using Twitter.

  1. เมษายน 16, 2015 ที่ 12:02 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: