หน้าแรก > แนะนำนักเขียน, Uncategorized > แมทธิว ไรลี่ย์ (Matthew Reilly) สุดยอดนิยายสไตล์แอคชั่น-เทคโนทริลเลอร์จากแดนจิงโจ้

แมทธิว ไรลี่ย์ (Matthew Reilly) สุดยอดนิยายสไตล์แอคชั่น-เทคโนทริลเลอร์จากแดนจิงโจ้

มิถุนายน 21, 2012 ใส่ความเห็น Go to comments

จริงๆช่วงนี้ผมมีบทความหลายเรื่องที่ผมเขียนค้างไว้แล้วแต่ยังไม่จบสักที เนื่องจากว่าช่วงนี้ อากาศมันชวนให้ขี้เกียจจริงๆ จนทำให้ผมรู้สึกหน่วงๆ มาเรื่อยๆ  แต่อยู่ดีๆก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผมอยากเขียนถึง  แมทธิว ไรลี่ย์(Matthew Reilly)  ขึ้นมาซะอย่างงั้น! พอมานั่งนึกๆดูแล้วก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองได้ว่าความรู้สึก อยาก ที่เกิดขึ้นมานั้นมันมาจากไหนกัน

อาจเป็นไปได้ว่าแท้จริงแล้ว ผมกำลังคิดถึงงานเขียนของไรลี่ย์ และกำลังสนุกไปกับภาพเรื่องราวและฉากของห้องสมุดที่อยู่ในนิยายเรื่อง Contest ที่อยู่ๆก็ดันผ่านแวบเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ จนทำให้ผมอดรนทนไม่ไหว วันนี้เลยต้องมานั่งระบายความรู้สึกนี้ให้กับเพื่อนๆนักอ่านทุกคน เพื่อที่จะได้แบ่งเบาความสนุกนี้ไปบ้างครับ

แมททิว ไรลี่ย์(Matthew Reilly) ไม่ใช่นักเขียนอเมริกาอย่างเช่นนักเขียนท่านอื่นๆที่ผมเคยแนะนำมาแต่อย่างใดครับ แต่เขาเป็นนักเขียนชาวออสซี่ที่ถือว่าโด่งดังมากคนหนึ่ง และแม้ว่างานของเขาระยะหลังๆจะหนักไปทางนิยายแอคชั่นทริลเลอร์ ที่ใกล้เคียงการเขียนบทภาพยนต์เข้าไปทุกที แต่เค้าคนนี้กลับเริ่มต้นเส้นทางการเขียนนิยาย(fiction)แนวเทคโนทริลเลอร์ (เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์)มาก่อนและสิ่งที่ทำให้นิยายของเค้าดูโดดเด่นกว่านักเขียนทั่วไปก็คือ เขาได้ผูกโยงรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความเป็นเอคชั่นไว้ในนิยายของเขาได้อย่างกลมกลืนนั่นเอง และที่สำคัญเขาเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยครับ

ไรลี่ย์ จบจากโรงเรียนอะลอยซิอุส ในซิดนีย์ จากนั้นก็ไปเรียนต่อ กฏหมายที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ เขาเริ่มเขียนหนังสือเล่มแรกที่มีชื่อว่า Contest  ในขณะที่เขาอายุ 19 ปี และเริ่มออกวางขายด้วยตัวเองในปี 1996 และนิยายเล่มนี้นี่เองที่ทำให้ ไรล์ลี่ มีชื่อเสียงและสร้างแบบฉบับการเขียนในแบบของเขาขึ้นมา แม้ว่าก่อนหน้านั้นนิยายเล่มนี้จะถูกปฏิเสธที่ที่จะตีพิมพ์จากทุกๆสำนักพิมพ์ในออสเตเรียที่เขาเสนอไป จึงทำให้เขาตัดสินใจไปกู้เงินจากธนาคาร เพื่อตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้ด้วยตัวเองเป็นจำนวนถึง 1,000 เล่มก็ตาม แต่หลังจากที่นิยายเรื่อง Contest ที่เค้าจัดพิมพ์เองกับมือวางแผงในออสเตเรียแล้ว ใครล่ะจะไปคิดว่างานเขียนของเค้ากลับไปติดตาต้องใจบรรณาธิการของสำนักพิมพ์แพนแมคมิลาน(Pan Macmillan) โดยบรรณาธการท่านนี้ได้มีโอกาสสัมผัสกับงานเขียนของ ไรลี่ย์ ในร้านหนังสือแห่งหนึ่งและเห็นแววของเขาขึ้นมาจึงได้ตัดสินใจซื้อลิขสิทธ์นิยายเรื่อง Contest และนำกลับมาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งในปี 2000 เฉพาะในออสเตเรีย และได้รับการตีพิมพ์อีกครั้งที่อเมริกาในปี 2003 ซึ่งฉบับที่ตีพิมพ์ในอเมริกานั้นเขาได้เรียบเรียงใหม่เกือบจะทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของประเทศอเมริกา และเพราะความแปลกใหม่ของพล็อตนิยายรวมถึงเนื้อเรื่องที่สนุกและเข้มข้นจึงทำให้ Contest เป็นกลายเป็นนิยายขายดีและทำให้ชื่อของ แมททิว ไรลี่ย์ เป็นที่รู้จักและอยู่ในใจของนักอ่านชาวอเมริกาในเวลาต่อมา

ด้วยเทคนิคการเขียนที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร บวกกับความต้องการให้ผู้อ่านสามารถอ่านนิยายของเขาอ่านได้สนุก อย่างที่เค้าเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ในที่สุด  ไรลี่ย์ ก็ก้าวขึ้นเป็นนักเขียนที่อยู่ในทำเนียบนักเขียนนิยายติดอันดับนิยายขายดีของเดอะนิวยอร์กไทมส์(New York Times Bestseller)  และมีนิยายขายดีและอ่านสนุกตามมาอีกหลายเล่ม เริ่มตั้งแต่นิยายเล่มจบอย่าง Temple , นิยายชุด เชน สกอร์ฟิลล์ (The Shane Schofield series), นิยายชุดแจ๊ค เวส จูเนียร์ (The Jack West Jr series) และสุดท้ายเป็นนิยายเรื่องฮูเวอร์คาร์เรเซอร์(Hover Car Racer)

และแม้หลังจาก Contest และ Temple  ไรลี่ย์ จะมีซีรี่ส์ออกมาถึง 3 ชุดด้วยกัน แต่สำหรับผมแล้วงานเขียนที่ดีที่สุดคือนิยายสองเล่มแรกครับ แต่ไม่ใช่ว่างานเขียนเล่มต่อมาจะไม่สนุกนะครับ แต่ผมชอบสองเล่มแรกเพราะมันดูเป็นนิยายที่ได้กลิ่นแฟนตาซีกับไซไฟนิดๆ ผสมกับฉากเอคชั่น ที่หลังๆจะดูเป็นแนวทางหลักของ ไรลี่ย์ไปเลย

Contest เป็นนิยายเล่มแรกของ  ไรลี่ย์ ทีมีด้วยกัน สองต้นฉบับ ต้นฉบับแรกคือฉบับที่เค้าตีพิมพ์ในออสเตเรีย ส่วนอีกต้นฉบับหนึ่งเค้าได้เรียบเรียงใหม่เพื่อจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงสถานที่ให้เข้ากับประเทศอเมริกาและเป็นเล่มที่จำหน่ายในปัจจุบัน เนื้อเรื่องของ Contest เกิดขึ้นที่ชั้นใต้ดินในห้องสมุดของ รัฐนิวยอร์คที่มีมานานเป็นร้อยปี สถานที่ที่เงียบสงบ สะสมและรวบรวมไว้ด้วยความรู้และหนังสือมากมายที่กองกันสูงตระหง่าน โดยมีแค่ทางเดินแคบๆ และบันไดเวียน แต่สำหรับด็อกเตอร์ สตีเฟน สเวนและฮอลลี่ ลูกสาววัยแปดขวบของเค้า ที่นี่กลับเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน เมื่อคืนหนึ่งก็มีการจัดแข่งขันขึ้นมา(contest) ซึ่งดันเป็นการแข่งขันที่ด็อกเตอร์ สตีเฟน สเวน ต้องเข้าร่วมโดยไม่อาจปฏิเสธได้โดยมีกฏง่ายๆคือ มีผู้แข่งขันทั้งหมด 7 คนและจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอด(เนื้อเรื่องอาจดูคุ้นๆ) เขาและลูกสาวต้องเผชิญการต่อสู้ที่น่ากลัวนี้และรอดชีวิตออกมาให้ได้ เขาสามารถเลือกที่จะวิ่ง ซ่อน หรือหนีก็ได้ แต่ถ้าเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ เขาต้องชนะเท่านั้น การแข่งขันมันก็เป็นแบบนี้ ถ้าไม่เป็นผู้ชนะคุณก็ออกไปจากที่นี่ได้เลย  เรื่องนี้เป็นแนวเทคโนทริลเลอร์ ที่มีวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นตัวคลายปมด้วยครับ พอบวกกับฉาก(ห้องสมุด)และเอคชั่นของนิยาย ก็ทำให้อ่านแล้ววางไม่ลงกันเลยทีเดียว ที่สำคัญเล่มนี้นี่เองครับ ที่ทำให้ผมนึกถึงฉากในห้องสมุดขนาดใหญ่ขึ้นมาเฉยๆ  ประกอบกับการต่อสู้ที่มีหนังสือมากมายเป็นฉากหลัง เสียดายที่ไม่มีฉบับแปลไทยครับ ถ้ามีแปลไทยผมอยากจะตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า ฝ่าเกมล่าท้าเกมเขย่าโลก

จากนั้นก็เป็นเรื่อง Temple ซึ่งนิยายครับเล่มนี้มีฉบับแปลไทยด้วย โดยเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์ครับ ซึ่งปกติแล้วผมกับสยามอินเตอร์เป็นขานิยายกำลังภายในกันมากกว่า จึงค่อนข้างแปลกใจที่เห็นนิยายประเภทนี้ในสังกัดของสยามอินเตอร์ สำหรับเรื่องย่อและรายละเอียดเดี๋ยวผมลงลิงค์ ไว้ให้ข้างล่างนะครับ Temple ยังคงเป็นิยายแนวแอคชั่น-เทคโนทริลเลอร์อยู่ แต่จะเพิ่มเรื่องราวของประวัติศาสตร์เข้ามาด้วยครับ หลังจากนิยายเล่มนี้ก็มีการต่อยอดไปเป็นนิยายอีกสองชุดซึ่งแนวทางการเขียนของ ไรลี่ย์ ยังคงเหมือนเดิมครับ แต่เพราะไม่รู้ว่าช่วงหลังๆแกยากเป็นผู้กำกับหนัง(มีข่าวว่าแกทำตัวอย่างหนังเรื่อง Contest เพื่อหาทุนทำหนังเอง) ตัวหนังสือก็เลยเหมือนกับบทภาพยนต์มากขึ้นทุกที แต่ก็ยังสนุกเหมือนเดิมครับ

อีกเล่มที่ว่ากันว่าสนุกและแหวกแนวไปจากงานเขียนเล่มอื่นๆของเค้า และว่ากันว่าอาจจะถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ก็คือ ฮูเวอร์คาร์เรเซอร์ ที่มีนิยายภาพออกมาสามเล่ม และถูกซื้อลิขสิทธ์เพื่อทำไปทำเป็นภาพยนต์โดยดีสนีย์พิคเจอร์แล้ว นิยายเป็นเรื่องราวในโลกอนาคตที่มี เจสัน เคชเซอร์(Jason Chaser) นักแข่งรถหนุ่มที่มีพรสวรรค์ในการขับขี่ติดตัวมา ได้ถูกเลือกให้เข้าไปเรียนแข่งรถ โดยไอ้เจ้ารถที่ว่านี่เรียกว่า ฮูเวอร์คาร์(Hover car) ซึ่งเป็นรถในอนาคตและไม่มีล้อ(กึ่งๆเครื่องบินนะผมว่า) เป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่มีการแข่งขันในโลกอนาคต และเป็นที่นิยมอย่างสูงสุด โดยทั้งมีการแข่งความเร็วและการต่อสู้ เพื่อให้ได้เป็น สุดยอดนักขับ ฮูเวอร์คาร์ อย่างไรก็ตามหลังจากเข้าสู่โรงเรียน เจสัน  ก็พบว่าเขากลับมีอายุน้อยสุด ตัวเล็ก และมีแค่รถรุ่นเก่าเท่านั้น ซึ่งนั้่นคืออุปสรรคของเขาที่จะต้องต่อสู้และดิ้นรน รวมถึงเขาต้องต่อสู้กับความอยุติธรรมมากมายจากทั้งในและนอกสนามด้วย ฟังจากคำโปรย และน่าสนุกไหมล่ะครับ แต่เล่มนี้ก็ไม่มีฉบับแปลไทยอีกเช่น น่าเสียดายจริงๆ ในส่วนเนื้อเรื่องไม่ได้หักมุมอะไรมากมายนัก แต่อ่านแล้วก็สนุกดีครับ ส่วนชื่อเรื่องภาษาไทยก็น่าจะชื่อเรื่อง ไอ้หนุ่มนักซิ่งทะลุฟ้า ครับ(ตั้งกันเอาสนุกนะครับอย่าคิดมาก)

สุดท้ายแล้วผมขอพูดถึงฉบับแปลไทยกันแบบชัดๆหน่อย ฉบับแปลไทยมีอยู่ด้วยกัน หลายเล่มอยู่ครับ ส่วนใหญ่จะแยกเป็น 2 เล่มจบ แต่ตอนหลังแวบๆว่ารวมเป็นแพ็คเดียวแล้วนำมาลดราคาครับ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์ครับ

เรื่องแรกก็จะเป็นเรื่อง Temple ครับดูรูปปกด้านล่าง ส่วนรายละเอียดก็เข้าไปดูจากลิงค์ด้านล่างเช่นกันครับ

รายละเอียดเกี่ยวกับนิยายเรื่อง Temple เกมล่าฝ่าวิหารมรณะ

เรื่องถัดมาเป็นเรื่องที่ว่ากันว่าเป็นที่ติดอกติดใจของแฟนทั่วโลกอีกเรื่องหนึ่งเพราะ  ไรลี่ย์ เอานิยายไปผูกโยงกับเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและเป็นเล่มแรกในนิยายชุดแจ๊ค เวส จูเนียร์  ซึ่งก็คือ ถอดรหัส 7 มหัศจรรย์สุดขอบโลก นิยายอ่านแล้วสนุกดีครับแฝงด้วยปรัชญาและฉากแอคชั่นสนุกๆ นิยายแปลโดยนักแปลผู้คร่ำหวอด คุณ ก.อัศเวศน์

รายละเอียดเกี่ยวกับนิยายเรื่อง ถอดรหัส 7 มหัศจรรย์สุดขอบโลก

อีกเล่มเป็นเรื่อง รหัสระทึก 6 ศิลาศักดิ์สิทธิ์สะท้านโลก เป็นอีกเล่มในนิยายชุด แจ๊ค เวส จูเนียร์ มีการผนวกอารยธรรมและประวัติศาสแต่ละประเทศไว้ด้วยกัน นิยายแปลโดยนักแปลผู้คร่ำหวอด คุณ ก.อัศเวศน์  เช่นกัน

รายละเอียดเกี่ยวกับนิยายเรื่อง รหัสระทึก 6 ศิลาศักดิ์สิทธิ์สะท้านโลก

    

_

แถมด้วยโฆษณาของ  The Five Greatest Warriors นิยายเล่มล่าสุดในนิยายชุดนี้

_

ถนัดเล่มไหนก็ลองไปหามาอ่านกันครับ ส่วนสนุกหรือไม่ ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล แต่สำหรับผมนิยายชุด แจ๊ค เวส จูเนียร์ ผมอ่านแล้วนึกถึง โรเบิร์ต แลงดอน ใส่ชุดของ อินเดียน่าโจนส์ อะไรประมาณนั้นเลยครับ

ส่วนเล่มอื่นๆ ที่ยังไม่มีฉบับแปลไทยผมจะหาฉบับภาษาอังกฤษมาให้อ่านกันในภายหลัง โดยเฉพาะเรื่อง Contest ที่เป็นเรื่องโปรด  เพื่อท่านจะได้ลิ้มรสนิยายชั้นดีด้วยกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตัวอย่างความพยายามของ แมททิว ไรลี่ย์ คงจุดประกายความฝันให้กับหลายๆคน ที่พยายามมุ่งมั่น และทำสิ่งที่ตัวเองรักอย่างเต็มความสามารถ แม้สุดท้ายหากจะไม่ประสบความสำเร็จเช่นกับ ไรลี่ย์ แต่นั่นก็หมายถึงว่าเราไม่ได้ละทิ้งความเป็นตัวตนและความฝันของเรา ผมเชื่อว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ย่อมเกิดความสำเร็จขึ้นที่นั่นครับ  – danw

ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเกี่ยวกับ  แมททิว  ไรลี่ย์ คลิกด้านล่างครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Matthew_Reilly

http://www.matthewreilly.com/

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: