หน้าแรก > News > ทวินิยาย(mashup-novel) : คืนวันที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์ (ปกใหม่) + ความรัก ศักดิ์ศรี และฝูงซอมบี้

ทวินิยาย(mashup-novel) : คืนวันที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์ (ปกใหม่) + ความรัก ศักดิ์ศรี และฝูงซอมบี้

มิถุนายน 25, 2012 ใส่ความเห็น Go to comments

ผมเคยเอ่ยถึงเรื่องเอกลักษณ์ในการเขียนนิยาย ของนักเขียนไว้แล้วในตอนแรกๆ ซึ่งผมเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าเป็น ลายเซ็น(signature) ของนักเขียนแต่ละคนครับ แต่เป็นลายเซ็นที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยตาหากเพียงแค่มองผ่าน แต่ต้องอ่านแล้วถึงจะสัมผัสได้ และทุกวันนี้เองลายเซ็นหรือเอกลักษณ์ใหม่ๆก็ยังมีให้เราพบเห็นกันได้เรื่อยๆ แม้จะไม่บ่อยและแม้บางครั้งอาจไม่สวยงาม แต่สิ่งนี้กลับทำให้นักอ่านบนโลกนี้ พึงใจว่าในวงการวรรณกรรมยังมีสิ่งใหม่ๆเกิดอยู่เสมอ ซึ่งก็อาจเป็นส่วนผสมที่คลุกเคล้าไปกันตามแต่ผู้เขียนจะเลือกสรรวัตถุดิบและวิธีการปรุง ซึ่งถ้าเปรียบกับอาหารแล้วบางครั้งก็อาจจะได้รสเผ็ด หรือบางครั้งก็อาจจะเปรี้ยวบ้างหรือหวานบ้าง ซึ่งจะถูกปากคนชิมไหมนั้น มันก็อยู่ที่ว่าเราจะชอบรสไหนครับ บ่อยครั้งที่เราอาจจะกล้าๆกลัวๆที่จะลองรสชาติใหม่ๆ แต่เชื่อผมเถอะครับ มันไม่แย่อย่างที่คุณคิดหรอก!

ขออภัยหากผมเกริ่นนำซะเยิ่นยาวเพียงเพื่อจะพูดถึงนิยายแค่สองเล่มครับ แต่ต้องขอบอกว่าเป็นสองเล่มที่อยู่ในกระแสจริงๆ นิยายเรื่องคืนวันที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์ : บันทึกลับเอบราฮัม ลิงคอล์น(Abraham Lincoln, Vampire Hunter) และเรื่องความรัก ศักดิ์ศรี และฝูงซอมบี้(Pride and Prejudice and Zombies) เป็นผลงานของนักเขียนที่มีนามปากกาว่า เซ็ธ แกรห์ม-สมิธ(Seth Grahame-Smith) หรือชื่อจริงคือ  เซ็ธ จาเร็ด กรีนเบิร์ก(Seth Jared Greenberg) ที่ดังเปรี้ยงปร้างมาสักพักแล้ว และคาดว่านักอ่านบ้านเราหลายๆท่านก็คงมีโอกาสได้สัมผัสนิยายทั้งสองเล่มที่ลิขสิทธิ์ฉบับแปลไทยเป็นของสำนักพิมพ์มาร์ส-สเปซ(mar-space)กันบ้างแล้วและที่สำคัญที่สุดที่ฉุดให้กระแสนิยายทั้งสองเล่มเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นก็คือ นิยายทั้งสองเล่มได้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์เรียบร้อยโรงเรียนฮอลลีวู้ดไปแล้ว และหนึ่งในนั้นกำลังจะเข้าฉายในบ้านเราอาทิตย์หน้าแล้วครับ

ปกคืนที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์เวอร์ชั่นแรก

เริ่มต้นด้วยนิยายเรื่องแรก ความรัก ศักดิ์ศรี และฝูงซอมบี้ ซึ่งเป็นทวินิยาย เล่มแรกของแกรห์ม-สมิ ที่จริงๆแล้วไอเดียของนิยายเล่มนี้ไม่ได้มาจากเขาครับ แต่เป็นของ เจสัน เรคูแล(Jason Rekulak) บรรณาธิการของสำนักพิมพ์เควิร์ค(Quirk) ที่ดูแลงานเขียนให้กับ แกรห์ม-สมิธ อยู่แล้ว ซึ่งโดยปกติแล้วนี่ แกรห์ม-สมิธ เขามีงานประจำเป็น คนเขียนบทและทีมผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ครับ และมีงานอดิเรกเป็นนักเขียนหนังสือที่ไม่ใช่นิยาย(non-fiction) ซึ่งก็ได้ตีพิมพ์หลายเล่มอยู่เหมือนกันเช่น The Big Book of Porn, The Spiderman Handbook, How to Survive A Horror Movie และ Pardon My President แต่มีอีกหลายเล่มที่ไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์เช่นกัน แกรห์ม-สมิธ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือของเขามาจากการอ่านเท่านั้น และยังบอกอีกว่าเขาไม่ได้เรียนรู้ถึงวิธีการประพันธ์มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

แต่อย่างไรก็ตามแกรห์ม-สมิธ โชคดีกว่าคนอื่นตรงที่ว่าเขามีโอกาสได้อ่านหนังสือเยอะพอสมควร เพราะพ่อบุญธรรมของเขาเป็นนักสะสมนิยายไซไฟที่มีมีร้านขายหนังสือของตัวเองและมีห้องใต้ดินไว้เก็บนิยายสยองขวัญและไซไฟไว้ มากกว่า 5,000 เรื่องขณะที่แม่ของเขาก็ยังเป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ Marshall Cavendish ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ในเครื่องของไทมส์อีกด้วย เรียกได้ว่าว่า แกรห์ม-สมิธ เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเลยทีเดียว และด้วยความที่ เจสัน เรคูแล เป็นบรรณาธิการให้กับแกรห์ม-สมิธ นี่เองเขาจึงเห็นแววในตัวของ แกรห์ม-สมิธ ที่่จะมาสานต่อไอเดียของเขาและดูจะเป็นตัวเลือกของเจสัน เรคูแล ในทันทีที่เขานึกไอเดียที่จะเอานิยายเรื่อง สาวทรงเสน่ห์(ชื่อไทย) หรือ Pride and Prejudice ที่เป็นนิยายคลาสสิคของ เจน ออสเทน (Jane Austen) มาผนวกเข้ากับเรื่องราวของซอมบี้ และกลายเป็นนิยายเรื่อง ความรัก ศักดิ์ศรี และฝูงซอมบี้ หรือ Pride and Prejudice and Zombies ในที่สุด ซึ่งนี่แหล่ะเป็นที่มาของนิยายแนวนี้ ทวินิยาย( mashup novel) 

ปกติเมื่อผมได้ยินคำว่า mash มันทำให้ผมนึกถึงอะไรที่เอามาบดๆรวมกัน แต่สำหรับวงการบันเทิงคำว่า mashไม่ได้เป็นอะไรที่ใหม่ซะทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้มีการใช้คำว่า mash-up ในงานดนตรีที่มีการผสมรวมเพลงสองเพลงที่ไม่น่าจะเอามารวมกันได้ไว้ด้วยกัน และกลายเป็นแนวทางใหม่อีกทั้งยังเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้งานของ แกรห์ม-สมิธ ที่นำเอาความเข้ากันไม่ได้ของนวนิยายคลาสสิคเชิงเรียลลิสติกมารวมกับเรื่องราวของผีดิบซอมบี้ จึงพลอยถูกเรียกว่า mashup(novel) หรือ ทวิ-นิยาย ด้วยเช่นกัน สุดท้ายผลงานที่ออกมานั้นจะเป็นทวินิยายไปไม่ได้ถ้างานที่ได้ไม่ได้ออกมาแบบพิถีพิถัน และต้องไม่ทำให้งานต้นฉบับด่างพร้อยด้วย ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ Pride and Prejudice and Zombies กลายเป็นผลงานที่ช่วยยกระดับให้กับนิยายต้นฉบับได้เข้ายุคเข้าสมัยและทำให้ชื่อของเจน ออสเทนเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านรุ่นใหม่มากขึ้นด้วย อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือแฟนๆเก่าแก่ของ เจน ออสเทน  ต่างก็ชื่นชอบงานชิ้นนี้ด้วยครับ

นิยายเรื่อง ความรัก ศักดิ์ศรี และฝูงซอมบี้ ได้เป็นนิยายขายดีอันดับสามของเดอะไทมส์(The New York Times Bestseller) ด้วยยอดขายมากกว่าหนึ่งล้านเล่ม และทำให้เขากลายเป็นเจ้าพ่อทวินิยายในทันที ซึ่งหลังซึ่งจากนั้นก็มีนักเขียนหลายคนเริ่มเขียนและหันมาสนใจงานแนวนี้เป็นจำนวนมาก นี่คือปฐมบทของ mashup novel หรือ ทวินิยาย ครับ

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับนิยายเล่มแรกไปแล้ว แกรห์ม-สมิธ ก็ดูเหมือนว่าเริ่มเข้าที่เข้าทาง เขาได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่กับสำนักพิมพ์แกรนด์เซ็นทรัล(Grand Central) พร้อมกับปล่อยนิยายใหม่ออกมา นิยายเรื่องนั้นก็คือนิยายเรื่อง คืนวันที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์ : บันทึกลับเอบราฮัม ลิงคอล์น (Abraham Lincoln Vampire Hunter) ซึ่งถือว่าได้สร้างกระแสและความแปลกใหม่ให้กับวงการวรรณกรรมอีกครั้ง เมื่อประธานาธิปดี คนที่ 16 ของสหรัฐอย่างเอบราฮัม ลิงคอล์นถูกนำมาผูกโยงกับเรื่องราวของผีดิบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นแวมไพร์ครับ

ใครจะไปคิดล่ะ ว่าไอเดียในการเขียนนิยายเรื่องนี้มาจากเรื่องนิยายเรื่องดัง ทไวไลท์ ที่ แกรห์ม-สมิธ คิดได้ขณะอยู่ในร้านหนังสือเมื่อเห็นบนชั้นในร้านขายหนังสือใกล้บ้านมีแต่หนังสือของ เอบราฮัม ลิงคอล์น(Abraham Lincoln) วางอยู่กับนิยายเรื่อง ทไวไลท์ ซึ่งหลังจากนั้น แกรห์ม-สมิธ ก็ทำการบ้านอย่างหนักครับ ในการสืบค้นทุกซอกทุกมุมของ ลิงคอล์น เพื่อหาช่องว่างในการสอดแทรกเรื่องราวในการล่าแวมไพร์ของลิงคอล์นลงไปในเกร็ดประวัติ บันทึก จดหมาย และเรื่องราวต่างๆที่ถูกบันทึกไว้อย่างแนบเนียบราวกับว่ามันเกิดขึ้นจริงๆครับ ซึ่งในขณะนั้นเองเขาก็พบว่าการเขียนทวินิยายนี่แหล่ะคือชีวิตของเค้า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เค้าทิ้งงานในวงการโทรทัศน์ครับ แกรห์ม-สมิธ ยังคงทำงานให้กับวงการโทรทัศน์ และวงการนิยายไปพร้อมๆกัน และนิยายเล่มนี้ของเขาก็ติดได้เป็นนิยายขายดีของเดอะไทมส์เช่นเดียวกับนิยายเล่มแรกพร้อมทั้งถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์แล้วเรียบร้อย

แต่ก่อนจะพูดถึงภาพยนต์ผมอย่างพูดถึงนิยายในฉบับแปลไทยก่อนครับ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรกว่านิยายทั้งสองเล่มมีฉบับแปลไทย แล้วเรียบร้อยครับ โดยเล่มแรกก็คือ ความรัก ศักดิ์ศรี และฝูงซอมบี้ ที่แปลมาจากเรื่อง Pride and Prejudice and Zombies ที่อ้างอิงเนื้อเรื่องมาจากนิยายต้นฉบับ Pride and Prejudice เป็นนวนิยายเชิงเรียลลิสติกเก่าแก่ที่ต้นฉบับนิยายภาษาอังกฤษ(ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1813 )นั้นและใช้ภาษาสมัยเก่า ซึ่งฝรั่งเค้าว่ากันว่าคลาสสิคสุด ๆ เนื้อเรื่องของนิยายเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวครอบครัวหนึ่งที่มีลูกสาวถึง 5 คนและผู้เป็นแม่ต้องการหาสามีให้กับพวกเธอ เพื่อให้ลูกมีความเป็นอยู่ที่ดีของลูก ซึ่งเป็นลักษณะสังคมสมัยนั้น แต่หนึ่งนางนั้นเอลิซาเบธกลับต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระ แถมยังได้รับการสนับสนุนจากผู้เป็นพ่ออย่างเต็มที่ เรื่องราววุ่นๆแบบชิงรักหักสวาทจึงเกิดขึ้นซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ดูจากเนื้อเรื่องแล้วทุกคนคงไม่คิดว่ามันจะเข้ากับเรื่องซอมบี้ได้ใช่ไหมครับ แต่แกรห์ม-สมิธกลับทำให้มันเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดแม้จะมีฉากหลังในยุคกลางแต่ภาษาที่ใช้กลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นอุปสรรคแต่อย่างใดครับอาจเป็นเพราะ แกรห์ม-สมิธ ทำให้เนื้อหามันดูร่วมสมัยแล้วนั่นเอง ซึ่งในฉบับแปลไทยก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ อ่านแล้วลุ้นดีครับ ว่าเค้าจะวางโครงเรื่องให้เป็นแบบไหน และมีวัตถุดิบอะไรบ้างที่เค้าดึงจากนิยายต้นฉบับมาใช้ ซึ่งบางอย่างก็เซอร์ไพรส์ทีเดียว อย่างไรก็ตามผมถือว่านิยายเล่มนี้เป็นงานดัดแปลงที่ทำเพื่อคารวะ เจน ออสเทน ในฐานะต้นตำหรับนวนิยายเชิงเรียลลิสติกคนแรกๆของโลกด้วยครับ

แม้ว่าทวินิยายอย่าง  Pride and Prejudice and Zombies จะเป็นทวินิยายที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการวรรณกรมม แต่คืนวันที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์ : บันทึกลับเอบราฮัม ลิงคอล์น นั้นได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหลายก้าวทีเดียว คืนวันที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์ นั้นฉีกแนวออกไปโดยการใช้การเล่าเรื่องแบบที่เรียกว่า epistolary novel หรือจะเรียกง่ายๆว่า letters novel( นวนิยายจดหมาย) ก็ไม่ผิดครับ ยกตัวอย่างงานเขียนประเภทนี้ก็เช่นเรื่อง Daddy Long Legs หรือ คุณพ่อขายาว ของ ยีนส์ เวปเตอร์(Jean Webter) ที่ใช้จดหมายเป็นตัวเดินเรื่อง แต่สำหรับ  คืนวันที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์ ใช้เรื่องราวของ เอบราฮัม ลิงคอล์น ที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์เป็นตัวดำเนินเรื่อง แล้วจากนั้นแกรห์ม-สมิธจะหาจุดอ่อนของประวัติศาสตร์ที่คลุมเครือ แล้วอธิบายจุดอ่อนเหล่านั้นด้วยเรื่องราวของแวมไพร์ลงไปในแบบที่เราไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวเลยทีเดียวซึ่งเนื้อเรื่องทั้งหมดจะถูกเล่าผ่านตัวเขาเอง รายละเอียดจะเป็นอย่างไรก็คงต้องลองไปหามาอ่านดูกันนะครับ

สำหรับ คืนวันที่ข้าพเจ้าล่าแวมไพร์ ถ้ามองจากมุมของนักอ่านนั้นผมยังมองว่าไม่ดีเท่าเล่มแรกนะครับ  เพราะนิยายเป็นแบบนวนิยายจดหมายซึ่งนักอ่านบางคนอาจไม่ชอบแนวนี้เท่าไหร่นัก แต่ถ้าเป็นมุมมองในฐานะคนที่อ่านนิยายมาเยอะ ก็ต้องขอพูดซ้ำอีกว่า แกรห์ม-สมิธ ได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหลายก้าวทีเดียว

ที่สำคัญที่สุดคงเป็น สำนักพิมพ์ มาร์ส สเปซ และบรรณาธิการของนิยายทั้งสองเล่มนี้ ที่กล้าเอานิยายแนวนี้มาแปลให้นักอ่านบ้านเราได้เปิดหูเปิดตากัน ผลงานของสำนักพิมพ์นี้ที่แตะตาผมครั้งแรกเห็นจะเป็นคอมมิคเรื่อง สก็อตต์ พิลกริม ครับเห็นแล้วก็ประหลาดใจที่มีสำนักพิมพ์ที่กล้าเอาคอมมิคอย่าง สก็อตต์ พิลกริม มาแปลขายด้วยเพราะในบ้านเรากระแสมังงะนั้นแรงกว่าหลายขุม ก็ต้องขอชมจริงๆว่า คุณแน่มากๆ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ยอดขายดีวันดีคืนนะครับ

ในส่วนของภาพยนต์ผมคงไม่ได้ไปเน้นหนักมาก แค่จะบอกเพียงให้รู้ว่ากระแสนิยมของนิยายสองเรื่องนี้มันแรงจริงๆ ถึงขนาดว่านิยายถูกนำไปทำภาพยนต์ทั้งสองเรื่องเลย โดยเรื่องแรก Pride and Prejudice and Zombies ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนต์แล้วโดยบริษัทผลิตหนังของ นาตาลี พอร์ตแมน(Natalie Portman) ที่ชื่อ handsomecharlie films shingle โดยตอนแรกเธอตั้งใจจะรับบทเอลิซาเบธเองแต่ดันมาท้องซะก่อน ก็เลยไปเป็นผู้อำนวยการสร้างแทน ก็เลยต้องหาคนมาแสดงแทน ซึ่งก็เปลี่ยนไปหลายคนแล้วรวมถึงตัวผู้กำกับด้วยที่ตอนนี้ลงล็อคที่  เคร็ก กิลเลสปี(Craig Gillespie) ผู้กำกับจากเรื่อง  Fright Nigh ส่วนบทอลิซาเบธยังว่างอยู่ครับ

และ Abraham Lincoln : Vampire Hunter ก็ได้ ทิมอร์ เบ็คแมเบทอฟ (Timur Bekmambetov) ผู้กำกับจาก Wanted มากำกับและได้ ทิม เบอร์ตัน(Tim Burton) มานั่งแท่นผู้อำนวยการสร้างครับ หนังจะเข้าฉายในบ้านเราอาทิตย์หน้าแล้ว แต่กระแสยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ยังไงผมคิดว่าแฟนๆหนัง Wanted คงไม่พลาดแน่ ส่วนแฟนๆหนังสือที่ตอนนี้ยังคงมีน้อยอยู่ก็แนะนำว่าลองไปดูฉบับภาพยนต์กันนะครับว่าจะสนุกได้ขนาดไหนครับ  สู้นิยายได้ไหม???

ด้านล่างเป็นตัวอย่างภาพยนต์เรื่อง Abraham Lincoln : Vampire Hunter

คลิกด้านล่างสำหรับท่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมรวมถึงบทสัมภาษณ์ของ แกรห์ม-สมิธ

en.wikipedia.org/wiki/Seth_Grahame-Smith

sethgrahamesmith.com

บทสัมภาษณ์เซ็ธ แกรห์ม-สมิธโดยเอลิกซ์ ชาห์คีย์

– หาเวปไซต์อย่างเป็นทางการของ สำนักพิมพ์มาร์ส-สเปซ(mar-space) ไม่เจอเอา Facebook ไปก่อนนะครับ

www.facebook.com/marsspacefan

ด้านล่างเป็นรูปหน้าปกของ Pride and Prejudice ในฉบับแปลไทยที่มีชื่อว่า สาวทรงเสน่ห์

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: