หน้าแรก > News > สดับฟัง… บทเพลงแห่งคิมหันต์ตราบจนเหมันต์ฤดู – A Song of Ice and Fire : กำลังจะมีฉบับแปลไทยแล้ว

สดับฟัง… บทเพลงแห่งคิมหันต์ตราบจนเหมันต์ฤดู – A Song of Ice and Fire : กำลังจะมีฉบับแปลไทยแล้ว

SOFนิยายแฟนตาซี(Fantasy)หรือที่ภาษาไทยเรียกว่าจินตนิมิต เป็นนิยายอีกแนวหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในระดับโลกและในบ้านเรา ซึ่งโดยปกติถ้าเราพิจารณาจากโครงเรื่อง ก็จะสามารถแยกประเภทของนิยายแฟนตาซีออกเป็นประเภทต่างๆ ได้หลายประเภทครับ แต่ ณ เวลานี้ประเภทที่กำลังมาแรงที่สุดก็น่าจะเป็นนิยายแฟนตาซีระดับสูง หรือ High fantasy ซึ่งนิยายประเภทนี้มักจะเป็นนิยายเรื่องยาวหรือที่เราเรียกกันว่านิยายอีพิคแฟนตาซี เพราะเนื่องจากโดยธรรมชาติของนิยายแฟนตาซีระดับสูงจำเป็นที่จะต้องมีเนื้อหา ฉาก และตัวละคร รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยมากมายประกอบกันเพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอดได้อย่างลื่นไหล  ส่วนนิยายที่ว่ากันว่าเป็นต้นกำเนิดและทรงอิทธิพลที่สุดต่อนิยายแฟนตาซีในยุคใหม่ ก็คือนิยายแฟนตาซีของ จอร์จ แมคโดนัล(George MacDonald) ที่มีชื่อว่า  The Princess and the Goblin ซึ่งว่ากันว่าเป็นนิยายแฟนตาซีสำหรับผู้ใหญ่เรื่องแรกของโลก และเป็นแรงผลักดันให้เกิดนิยายแฟนตาซีประเภทต่างๆแยกออกมารวมถึง นิยายแฟนตาซีระดับสูง ด้วยครับ

หลายท่านที่เป็นมือใหม่สำหรับนิยายแนวนี้ ผมขออนุญาติปูพื้นง่ายๆ แบบนี้ครับ นิยายแฟนตาซีระดับสูง ต่างกับนิยายแฟนตาซีทั่วๆไปตรงที่ไม่ได้อิงฉากหลังในโลกของเราครับ ทุกอย่างจะถูกสร้างใหม่หมดในอีกโลกหนึ่ง บางคนเรียกว่า โลกคู่ขนาน ซึ่งก็ไม่ได้กล่าวผิดแต่อย่างใด เพราะมันก็คือโลกอีกโลกที่ผู้เขียนสร้างทุกอย่างบนโลกขึ้นมาใหม่หมด ทั้งบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ตามจินตนาการของนักเขียนว่าอยากให้เป็นแบบไหน เพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่สุด อย่างไรก็ตามนิยายประเภทนี้ก็ไม่ต่างจากนิยายทั่วไปที่มีการแยกกลุ่มผู้อ่านตามเนื้อหาของนิยาย โดยมีการแบ่งไปตามวัยซึ่งก็จะแบ่งเป็นแบ่งเป็นวัยเด็ก(Children), วัยรุ่น(Yong adult; YA) และวัยผู้ใหญ่( Adult) แต่ในความเป็นจริงก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้บ้าง เพราะบางครั้งผู้เขียนก็อาจเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปตามความเรื่องราวที่ผู้เขียนวางพล็อตไว้ ณ เวลานั้น ดังนั้นจากนิยายเด็กก็อาจกลายเป็นนิยายผู้ใหญ่ได้ และนิยายชุดเดียวกันจึงสามารถที่จะมีหลายอารมณ์และผู้อ่านหลายวัยปนเปกันไปได้เช่นกัน

ปัจจุบันในบ้านเราก็เริ่มมีนิยายอีพิคแฟนตาซีฉบับแปลไทยประเภทแฟนตาซีระดับสูงมาให้เราได้อ่านกันบ้างแล้ว ซึ่งเรื่องที่โด่งดังที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นนิยายเรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์(The Lord of the Rings) หรือ อภินิหารแหวนครองพิภพ ที่เขียนโดยเจ. อาร์. อาร์. โทลคีนครับ แต่คนที่เราต้องขอบคุณเพราะทำให้นิยายฉบับนี้ได้รับการแปลคงไม่ใช่โทลคีน และจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ปีเตอร์ แจ็คสัน (Peter Jackson) ผู้ที่กล้าหาญและกล้าบ้าบิ่นหยิบนิยายที่มีสเกลใหญ่ขนาดนี้มาทำเป็นภาพยนต์ให้เราได้ชมกัน แถมยังเป็นภาพยนต์ที่สุดท้ายแล้วกลายเป็นตำนานและโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งมีทั้งหมดสามภาคด้วยกัน คือ ภาคแรกมหันตภัยแห่งแหวน(The fellowship of the ring) ภาคสองหอคอยคู่พิฆาต (The Two Towers) และ ภาคสุดท้ายกษัตริย์คืนบัลลังค์(The return of the king)

อานิสงส์ที่ผมได้รับจากเค้าก็คือก่อนที่หนังออกฉายในบ้านเรา ตัวนิยายก็ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์และนำมาแปลเป็นภาษาไทยในช่วงเวลานั้นด้วยครับ(ไม่แน่ใจว่าก่อนหรือหลัง) ซึ่งก็ถูกทยอยตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆจนครบทั้งสามภาค  ผมยังจำได้ว่าในสมัยนั้นฉบับปกแข็งของนิยายเรื่องนี้ถึงกับมีของแถมผนึกไว้ที่หน้าปกมาให้ด้วยทุกเล่ม และหนึ่งในนั้นคือแหวนที่ทำเลียนแบบแหวนเอกธำมรงค์ซึ่งเป็นไคลแม็กและตัวดำเนินเรื่องที่สำคัญ อย่างไรก็ตามกระแสของนิยายชุดนี้ก็ไม่ได้จืดจางลงไปแต่อย่างใดครับ เพราะตอนนี้นิยายที่แยกมาจากมาจาก ลอร์ดออฟเดอะริงส์ อย่าง ฮอบบิท(The Hobbit) ที่อยู่ในกลุ่มวรรณกรรมเยาวชน(สำหรับเด็ก)และมีฉบับแปลไทยแล้วในบ้านเรา ก็ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์ และอยู่ในขั้นตอนถ่ายทำและโพสโปรดักส์ชั่นอยู่ครับ

นิยายชุดลอร์ดออฟเดอะริงส์ฉบับแปลไทยในแบบปกแข็งและนิยายเรื่องฮอบบิทที่เป็นภาคแยก

ด้านล่างเป็นตัวอย่างภาพยนต์เรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์ ภาคแรก ตอนมหันตภัยแห่งแหวน(the fellowship of the ring)

ด้านล่างเป็นตัวอย่างภาพยนต์เรื่องฮอบบิททีคาดว่าน่าจะเข้าฉายปลายปีนี้ (2012)

หลังจาก ลอร์ดออฟเดอะริงส์ เริ่มสร้างกระแสให้กับนิยายประเภทนี้ได้สักพัก ก็มีนิยายอีพิคแฟนตาซีในแบบแฟนตาซีระดับสูงอีกเรื่อง ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์อีกครั้งครับ และด้วยความที่กระแสของตัวภาพยนต์(ก่อนฉาย)ค่อนข้างน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับมังกรซึ่งมีนิยายต้นฉบับทั้งหมด 4 เล่ม และในที่สุดนิยายเรื่องดังก็ถูกซื้อลิขสิทธิ์มาแปลไทยเช่นเดียวกับลอร์ดออฟเดอะริงส์ นิยายเรื่องนั้นชื่อ เอราก้อน(Eragon) ซึ่งเป็นนิยายเล่มแรกของนิยายชุดอินเฮอริเทินซ์ ไซเคิล(Inheritance Cycle)เขียนโดยคริสโตเฟอร์ เปาลินี(Christopher Paolini)ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนไทยไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนี้ครับจะรู้จักกันในชื่อ เอรากอน หรือ ตำนานนักสู้คู่มังกร มากกว่า อย่างไรก็ตามหลังจากที่ภาพยนต์เข้าฉายทั่วโลกแล้วกลับไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด จึงไม่มีการสร้างภาพยนต์ภาคต่อของ เอราก้อน แต่อย่างใด ขณะที่ในส่วนของนิยายฉบับแปลไทยก็ยังมีการพิมพ์เล่มต่อๆมาอยู่ครับ และเมื่อไม่นานมานี้ฉบับแปลไทยเล่มที่ 4 ก็เพิ่งวางแผง และออกมาพร้อมกับบ็อกเซต(box set) ที่รวมนิยายตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุดมาให้แฟนได้จับจองเป็นเจ้าของด้วยครับ

ด้านล่างเป็นตัวอย่างภาพยนต์เรื่องเอรากอน

ในช่วงหลายปีนี้อุตสาหกรรมละครทีวีในอเมริกาหรือที่เราเรียกว่า ซีรี่ส์(series) ค่อนข้างคึกคักพอสมควรครับ ผู้กับกำหลายคนจากจอเงินก็ผันตัวเองไปทำซีรี่ส์จอแก้วกันเป็นว่าเล่นเพราะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและจินตนาการของตัวเองได้อย่างเต็มที่เพราะไม่มีข้อจำกัดในด้านเวลาเหมือนภาพยนต์ ซึ่งไม่เว้นแม้แต่พ่อมดฮอลลีวู๊ดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก(Steven Spielberg) ที่เคยประสบความสำเร็จกับซีรี่ส์แนวทหารอย่าง กองรบวีรบุรุษ หรือ  Band of brothers มาแล้ว และเมื่อต้นปีที่แล้ว(2011)ช่อง HBO ก็ได้ปล่อยซีรี่ส์เรื่องใหม่ออกมา และเป็นที่ฮือฮาอย่างมาในอเมริกา และรวมถึงในหลายๆประเทศ จนได้รับอนุมัติสร้างซีซัน(season)ต่อมาทั้งที่ฉายไปได้แค่สองตอน เหตุเพราะเป็นซีรี่ส์ที่สร้างมากจากนิยายอีพิคแฟนตาซี และเป็นแฟนตาซีระดับสูงที่มีแฟนนิยายทั่วโลกค่อนข้างมาก และหลายคนก็แอบลุ้นให้ถูกสร้างเป็นภาพยนต์ แต่ในที่สุดก็แจ๊คพ็อตมากๆที่นิยายกลับถูกนำมาสร้างเป็นซีรี่ส์

ซี่รี่ส์เรื่องนั้นก็คือเรื่อง เกมออฟโธรนส์ (Game of Thrones)  ที่ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีในชื่อเดียวกัน หรือที่หลายๆคนชิงแปลชื่อเป็นภาษาไทยก่อนแล้วว่า เกมชิงบัลลังก์ หรือ มหาศึกชิงบัลลังก์ และแม้ว่านิยายจะตีพิมพ์มาตั้งแต่ 1996 แต่ก็ได้รับความนิยมจากนักอ่านทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดทำให้ผู้เขียนอย่าง จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน(George R. R. Martin) ติด 1 ใน 100 ของผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสารไทม์(Time) ในปี 2011 กันเลยทีเดียว เพราะทั้งยอดขายนิยายและความนิยมของซีรี่ส์เรียกว่าสูงมากทีเดียว ซึ่งทั้งหมดเป็นเพราะความเกื้อหนุนกันของทั้งสิ่งนั่นเอง และที่สำคัญอีกอย่างคือการที่นิยายถูกดัดแปลงเป็นซีรี่ส์นั้น ทำให้รายละเอียดของนิยายถูกนำเสนอได้อย่างเต็มที่และแทบที่จะไม่ต้องตัดอะไรออกเลย และที่สำคัญที่สุดก็คือซีรี่ส์ชุดนี้มาร์ตินได้มีส่วนร่วมในการผลิตค่อนข้างมาก และออกปากเองว่า “ซีซันแรกของละครชุดนี้ซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับนิยายของเขาเป็นอย่างมาก” ซึ่งถ้าถูกทำเป็นภาพยนต์ก็ไม่รู้จะได้ขนาดนี้รึเปล่า

คลิกชมตัวอย่างของซีรี่ส์เรื่องเกมออฟโธรนส์ ด้านล่างครับ

อะไรคือความเกื้อหนุนระหว่างกัน? อย่าที่ผมเกริ่นไว้ว่า รูปแบบของนิยายแบบ แฟนตาซีระดับสูง จะเริ่มจากสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาใหม่หมด แต่ทั้งนี้เองรูปแบบของนิยายก็ยังมีส่วนที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงอยู่บ้าง โดยเฉพาะนิยายที่เน้นเรื่องราวแบบราชวงค์ที่มีหลายอาณาจักร คอยสู้รบกัน หรือต่อสู้กับศัตรู อย่าง ลอร์ดออฟเดอะริงส์  หรือ เกมออฟโธรนส์ นั้นจะมีฉากคล้ายฉากการรบสมัยเก่าอยู่พอสมควร สิ่งก่อสร้าง เครื่องแต่งกาย การเลียนแบบวัฒนธรรมหรือความเชื่อจากหลายๆที่ หรือหลายๆยุคสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นนักอ่านบางคนอาจจินตนาการได้ไม่ถึงแก่นที่นักเขียนตั้งใจจะสื่อเอาไว้ เพราะอาจไม่เข้าใจสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดทั้งมวล ยกตัวอย่างเช่น ฉาก ตัวละคร สิ่งก่อสร้าง เครื่องแต่งกาย วัฒนธรรม เป็นต้น ดังนั้นสื่อบางสื่อโดยเฉพาะภาพยนต์ ละครเวที หรือละครทีวีนั้นจะช่วยปิดช่องว่างตรงนี้ได้พอสมควร แต่ข้อสำคัญที่สุดก็คือสิ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาต้องไม่มีการบิดเบือนเพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะก็… สื่อนั้นคงโดนประนามย่อยยับแน่นอนครับ ถึงตรงนี้แล้วคงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่า ทำไมผมถึงบอกว่า ปีเตอร์ แจ็คสัน กล้าและถือว่าเก่งมากๆที่สามารถทำภาพยนต์ ลอร์ดออฟเดอะริงส์  ออกมาได้แบบที่ทุกคนรวมถึงแฟนนิยายยอมรับและชื่นชม

สำหรับซีรีส์เรื่องเกมออฟโธรนส์นั้นคาดว่าน่าจะถูกสร้างเป็นละครถึง 3 ซีซั่นก่อนที่จะขึ้นสู่ภาคใหม่(แคลชออฟคิงส์ )ทั้งนี้สำหรับแฟนนิยายแนวนี้และชื่อชอบภาพยนต์เรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์คงจำโบโรเมียร์(Boromir) ที่รับบทโดยฌอน บีน(Sean bean)ได้ โดยในเรื่องนี้เค้ามารับบทเป็น ลอร์ดเอดดาร์ด สตาร์ค(Eddard Stark) หรือ เน็ด(Ned) ที่ถือว่าเป็นตัวละครที่มีบทบาทในซีรี่ส์ชุดนี้มากทีเดียว

 Game of Thrones เล่าเรื่องราวของ 4 ตระกูลใหญ่แห่งดินแดนเวสเทอรอส ได้แก่ บาราธอร์น, สตาร์ค, แลนนิสเตอร์ และทากาเรียน โดยแต่ละตระกูลต่างมีสัญลักษณ์เป็นสัตว์ประจำตระกูลแตกต่างกันไปคือ บาราธอร์นนั้นมีสัญลักษณ์เป็นกวาง, สตาร์คมีสัญลักษณ์เป็นหมาป่า, แลนนิสเตอร์มีสัญลักษณ์เป็นสิงโตและทากาเรียนมีสัญลักษณ์เป็นมังกรครับ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อกษัตริย์โรเบิร์ต บาราธอร์น(Robert Baratheon) ซึ่งเป็นผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆในดินแดนเวสเทอรอสแห่งนี้ เรียกตัว ลอร์ดเอดดาร์ด สตาร์ค (Eddard Stark)  หรือ เน็ด(Ned)  ผู้ปกครองเมืองวินเทอร์เฟล ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่เหนือสุดมาอย่างกระทันหัน เพราะการตายของเซอร์จอน แอร์ริน(Jon Arryn) ที่ปรึกษาคนสนิทและเป็นพ่อบุญธรรมของทั้งสอง ที่ดูแล้วแล้วน่าจะมีเงื่อนงำซ่อนอยู่ และในเวลานี้คนที่เขาไว้ใจได้ที่สุดคือเน็ดคนเดียว

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์หลังจากที่เน็ดเดินทางมาถึงคิงส์ แลนดิง(King’s Landing) เรื่องราวก็ถูกดึงเข้าหากันเมื่อ การปรากฏตัวของเขาสร้างความไม่พอใจให้กับตระกูลแลนนิสเตอร์ซึ่งเป็นตระกูลที่มั่งคั่งและใฝ่สูงที่สุด แถมใกล้ชิดกษัตริย์โรเบิร์ตที่สุดด้วย  ซึ่งตัวเอกของตระกูลนี้นำโดยราชินีเซอร์ซีและน้องชายอีกสองคน และในที่สุดเน็ดก็เริ่มรู้แล้ว่าการตายของแอร์รินเกิดจากคนที่ต้องการที่จะโค่นบัลลังก์ของกษัตริย์โรเบิร์ตนั่นเอง เรื่องราวต่างๆดูจะเชื่อมโยงกันไปหมดโดยมีเน็ดเป็นตัวละครสำคัญ

ในส่วนของนิยาย เกมออฟโธรนส์ เป็นนิยายเล่มแรกของนิยายที่อยู่ในชุด ซองออฟไอซ์แอนไฟร์ (A Song of Ice and Fire) และมีเนื้อหาตรงตามที่ผมกล่าวมาแล้ว แต่ที่อาจจะขัดใจก็จะเป็นฉากบรรยายต่างๆ ที่อาจจะดูเนือยๆไปบ้าง รวมถึงตัวละครที่เยอะเอาซะมากๆ ซึ่งบอกกันตรงก็คือดูซีรี่ส์สนุกกว่าครับ แต่อาจจะไม่ได้รายละเอียดของนิยายทั้งหมด อย่างไรก็ตามสำหรับนักอ่าน ปัจจุบันตีพิมพ์ออกมาแล้วถึง 5 เล่มและมาร์ติน ตั้งเป้าที่จะเขียนนิยายชุดนี้ทั้งหมด 7 เล่มด้วยกัน(ทั้งๆที่ตอนแรกว่าจะเขียนแค่สามเล่ม แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเป็น 7 เล่ม) ซึ่งเล่มที่ตีพิมพ์ออกมาแล้วมีดังนี้

1. A Game of Throne
2. A Clash of Kings
3. A Storm of Swords
4. A Feast for Crows
5. A Dance with Dragons

ส่วนอีก 2 เล่มที่เหลือคือ  6. The Winds of Winter (คาดกันว่าจะวางแผงภายในปีนี้)
และเล่มสุดท้าย 7. A Dream of Spring

รูปด้านล่างเป็นปกใหม่ฉบับตีพิมพ์ในอเมริกาครับ

ชื่อ “ซองออฟไอซ์แอนไฟร์” (A Song of Ice and Fire) มีที่มาจากฤดูของนิยายที่ว่ากันว่า ฤดูร้อนยาวนานหลายทศวรรษ และฤดูหนาวอาจยาวนานจนชั่วชีวิต จนกลายเป็น บทเพลงแห่งคิมหันต์ตราบจนเหมันต์ฤดู ที่ติดตรึงนักอ่านทั่วโลก เพราะยอดขายนิยายชุดนี้ทั่วโลกตอนนี้ก็ปาเข้าไป 15 ล้านเล่มและถูกแปลไปกว่า 20 ภาษาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีนิยายอีกชุดที่ถูกเขียนให้อยู่ในโลกของซองออฟไอซ์แอนไฟร์ คือ Tales of Dunk and Egg  ที่ตอนนี้ตีพิมพ์ไปแล้ว 3 เล่มคือ The Hedge Knight, The Sworn Sword และ The Mystery Knight (นิยายชุดนี้ เอาไว้โอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังครับ)

เนื้อเรื่องโดยสังเขปของของนิยายชุด ซองออฟไอซ์แอนไฟร์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรโบราณที่ประกอบด้วยดินแดนที่มีชื่อว่า เวสเทอรอส( Westeros) และ เอสซอส(Essos) ซึ่งมีประวัติศาสตร์นานกว่าพันปี โดยผ่านการบอกเล่าแบบบุคคลที่สาม เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในดินแดนเวสเทอรอส ซึ่งมีทั้งหมด 7 อาณาจักรใหญ่ๆ โดยแต่ละอาณาจักรจะปกครองโดย 7 ตระกูลสำคัญ  เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่กษัตริย์นามว่า โรเบิร์ต บาราธอร์น แห่งคิงส์แลนดิ้งซึ่งเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ และมีหลายอาณาจักรที่ขึ้นตรงต่อพระองค์ ซึ่งก็มีเรื่องราวปมรักปมแค้นมากมาย รวมถึงบรรยากาศต่างๆภายในเรื่องที่นำพาให้เกิด การแย่งชิงเพื่อที่จะก้าวขึ้นเป็นใหญ่ยิ่งกว่าอาณาจักรทั้งปวง อย่างไรก็ตามแม้ธีม(Theme)จะดูเก่าๆ แต่มาร์ตินสามารถ เขียนเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในนิยายได้อย่างร่วมสมัย และมีจุดหักมุมมากมาย เรียกว่าบางครั้งก็ทำให้เราคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว โดยรวมแล้วอ่านสนุกครับ แม้บางครั้งจะดูเยิ่นเย้อและดูเรื่อยๆไปบ้าง แต่ก็เป็นการปูพื้นถึงเรื่องราวและตัวละคร (ตรงนี้ซีรี่ส์จะทำได้ดีกว่าเพราะไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ) ซึ่งอ่านแล้วทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศแบบในเรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์บ้างเหมือนกัน และสำหรับแฟนนิยายอีพิคแฟนตาซี รับรองต้องถูกอกถูกใจแน่นอน

สำหรับนักเขียนคนเก่งของเราจอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติ เป็นชายที่เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียนอย่างไม่ต้องสงสัย เค้าเริ่มเขียนนิยายมาตั้งแต่เด็กในขณะที่ยังยากจนโดยเขียนนิยายเกี่ยวกับ สัตว์ประหลาด เพื่อขายให้กับเด็กในละแวกบ้าน และกลายเป็นแฟนการ์ตูนคอมมิคตัวยง และขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมเขาได้เขียนจดหมายถึงบรรณาธิการของมาร์เวลคอมิกส์(Marvel comics) และมันถูกตีพิมพ์พร้อมกับการ์ตูนเรื่องเรื่องแฟนตาสติคโฟร์ หรือ สี่พลังคนกายสิทธิ์ ในปี 1963 ซึ่งเป็นจดหมายฉบับแรกที่ถูกตีพิมพ์จากหลายๆฉบับที่เค้าเคยส่งไป ซึ่งตรงนี้เองเป็นจุดเปลี่ยนของมาร์ตินเลยทีเดียว เค้าได้รับจดหมายจากจากแฟนการ์ตูนของมาร์เวลคนอื่นให้มาร่วมกลุ่มเขียนนิยายเกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่แบบมือสมัครเล่นด้วยกัน ซึ่งในปี 1965  เค้าก็ได้รับรางวัลแอนเลย์( Alley Award) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับนักเขียนนิยายแนวซูปเปอร์ฮีโร่ของกลุ่มแฟนการ์ตูนคอมมิคส์ โดยรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลแรกในชีวิตของมาร์ตินและทำให้มาร์ตินก้าวสู่เส้นทางนักเขียนในที่สุด และเป็นจุดที่ช่วยผลิกผันชะตาของเขาในอนาคตด้วย

มาร์ติ จบปริญญาตรีและโทคณะวารสารศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น(Northwestern university)  ในรัฐอิลลินอยส์ ก้าวแรกในวงการนักเขียน เขาก็ได้มีโอกาสเข้าชิงรางวัลฮูโก จากเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์แฟนตาซี(science-fiction short stories)  ในปี 1970 และได้รับรางวัลเนบูลา(Nebula Award)  จากนิยายเรื่อง With Morning Comes Mistfall ในปี 1973

หลังจากนั้นก็มีผลงานอื่นๆตามมาอีกซึ่งก็มีทั้งนิยายแฟนตาซี นิยายสยองขวัญรวมทั้งหนังสือที่ไม่ใช่นิยาย ก่อนที่จะมาพลิกผันอีกครั้งกับนิยายเรื่อง The Armageddon Rag ที่กลายเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิตนักเขียนของเขาในเวลานั้น(ผมไม่แน่ใจว่ายอดขายไม่ดี หรือได้รับคำวิจารณ์ในด้านลบกันแน่) และทำให้เขาผันตัวเองไปทำงานด้านโทรทัศน์ ซึ่งเค้าถูกว่าจ้างให้เป็นเขียนบทโทรทัศน์ของซีรี่ชุดแดนสนธยา หรือ Twilight Zone และละครแฟนตาซีเรื่องโฉมงานกับเจ้าชายอสูร(Beauty and the Beast)

หลังจากนั้นในปี 1987 มาร์ติน ได้มีโอกาสเป็นบรรณาธิการให้กับนิยายที่เกิดจากการรวมเรื่องสั้นจำนวน 12 เรื่อง ที่ชื่อWild Cards  (anthology) ซึ่งเป็นเรื่องออกแนวๆซุปเปอร์ฮีโร่ที่อยู่ในจักรวาลที่ชื่อว่า Wild Cards Universe ซึ่งละเรื่องสั้นก็จะแนะนำตัวละครที่เป็นซุปเปอร์ฮีโร่แต่ละตัว และแตกแขนงออกเป็นนิยายเรื่องต่างๆที่อยู่ในจักรวาลนี้ ซึ่งบางเล่มก็จะมีนิยายที่เป็นเรื่องสั้นรวมอยู่หลายๆเรื่อง หรือเป็นเล่มที่เขียนเป็นเรื่องเดียวไปเลย ซึ่งตอนนี้ตีพิมพ์ไปแล้ว 21 เล่ม โดยแต่ละเล่มเขียนโดยนักเขียนที่อยู่ในทีมของ Wild Cards  anthology นั่นเอง และแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไอเดียในการสร้างจักรวาลของ Wild Cards ที่ผนวกเรื่องของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่นี้ มาจากประสบการณ์ในการเขียนนิยายแนวซุปเปอร์ฮีโร่เมื่อสมัยมัธยมและทำให้เขากลับมามีชื่อเสียงในวงการนักเขียนอีกครั้งด้วย

รูปด้านล่างเป็นส่วนหนึ่งของงานเขียน Wild Cards ที่มาร์ตินนั่งแท่นเป็นบรรณาธิการ

หลังจาก Wild Cards เป็นต้นมามาร์ตินก็มีผลงานออกมาเรื่อยๆ และได้เริ่มต้นเขียนนิยายชุดซองออฟไอซ์แอนไฟร์ในปี 1991 โดยได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง  the Wars of the Roses และ Ivanhoe และได้ตีพิมพ์ในปี 1996 และนับตั้งแต่  A Feast for Crows ซึ่งเป็นนิยายเล่มที่ 4 ของนิยายชุดนี้กลายเป็นหนังสือที่ขึ้นสู่อันดับ #1 ในอันดับนิยายขายดีของเดอะไทมส์และขึ้นเป็นที่ #1 ในเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล จากนั้นนิยายชุดนี้ก็เริ่มถูกจับตามองมากขึ้น และได้เข้าชิงรางวัลคลิว( Quill Award) และบริติชแฟนตาซี( the British Fantasy Award)  ในปี 2006 ในเวลาต่อมา

และหลังจากประสบความสำเร็จกับนิยายเล่มที่ 4 เมื่อนิยายเล่มต่อมาอย่าง A Dance with Dragons ซึ่งเป็นเล่มที่ 5 ของนิยายชุดนี้ได้ตีพิมพ์ในปี 2011 ก็มียอดขายระดับโลกอย่างถล่มทลายและทยานขึ้นสู่ อันดับ #1 ในอันดับนิยายขายดีของเดอะไทมส์ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งยังได้รับคำวิจารณ์ในด้านบวกจากทั้งนักเขียนและนักอ่านส่วนใหญ่ และในปีนี้(2012) นิยายเล่มนี้ก็กวาดไปถึงสามรางวัลคือรางวัลฮูโก( Hugo Award), รางวัลโลคัส (Locus Award) และสุดท้ายคือรางวัลบริติชแฟนตาซี (the British Fantasy Award) โดยทั้งหมดคือรางวัลสำหรับงานเขียนในแนวแฟนตาซีครับ

หลังจากจบซีรี่ส์ในซีซั่นแรกกระแสของละครเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงแบบปากต่อปาก(สำหรับคนที่ไม่มี HBO ดู) รวมถึงการที่เรามีช่องทางในการรับชมซีรี่ส์ของฝั่งอเมริกาเพิ่มมากขึ้น กระแสของ นิยายชุด ซองออฟไอซ์แอนไฟร์ จึงดูครึกครื้นพอสมควร จนทำให้ในที่สุดนิยายก็ถูกซื้อลิขสิทธิ์มาแปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ ที่อยู่ในเครืออมรินทร์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ฉบับแปลไทยของนิยายชุด ลอร์ดออฟเดอะริงส์ และ เอรากอน และคาดกันไว้คร่าวๆว่านิยายน่าจะตีพิมพ์ออกจำหน่ายในงานหนังสือปลายปีนี้ก็เป็นได้

นักอ่านที่อยากอ่านนิยายชุดนี้ในฉบับแปลไทยก็เตรียมเก็บตังค์กันได้เลยครับ และที่สำคัญต้องมาลุ้นว่าฉบับปกแข็งนั้นจะออกมาพร้อมกันกับปกธรรมดาเลยหรือเปล่า จะได้ไม่ต้องซื้อหลายรอบ “ขอให้สนุกกับบทเพลงแห่งนิยายแฟนตาซีครับ” – danw

ปกนี้น่าจะเป็นปกของฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกของนิยายชุดนี้

รูปด้านล่างน่าจะเป็นปกฉบับตีพิมพ์ในยุโรปครับ

และสุดท้ายเป็นอีกหนึ่งปกของนิยายเล่มล่าสุด A Dance with Dragons ในฉบับปกแข็ง

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: