หน้าแรก > News > เรียนรู้วิธีการฝึกมังกรใน How to train your dragon? ฉบับนิยาย

เรียนรู้วิธีการฝึกมังกรใน How to train your dragon? ฉบับนิยาย

How to steal a dragon sword?How to train your dragon หรือ อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร เป็นภาพยนต์อนิเมชั่นของค่ายดรีมเวิร์ค อนิเมชั่น(DreamWorks Animation) ที่เข้าฉายทั่วโลกในปี 2010 กำกับโดยสองผู้กำกับภาพยนต์อนิเมชั่นผู้คร่ำหวอดในวงการอย่างคริส แซนเดอร์ส(Chris Sanders) และดีน เดอบลอยส์(Dean DeBlois) How to train your dragon ได้รับเสียงตอบรับในด้านบวกจากนักวิจารณ์และผู้เข้าชมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับชนเผ่าไวกิ้งและเรื่องราวของมังกรที่โดนใจผู้ชมเด็กๆและผู้ใหญ่หลายๆคน รวมถึงความเป็นดราม่านิดๆที่ทำเอาหลายคนประทับใจไม่หาย และทำให้กำลังจะมีภาคต่อในเร็วๆนี้ แต่อย่างไรก็ตามหลายๆคนอาจไม่รู้มาก่อนว่าภาพยนต์อนิเมชั่นเรื่องนี้ถูกดัดแปลงมากจากหนังสือนิยายสำหรับเยาชนที่มีชื่อเรื่องเดียวกันว่า How to train your dragon 


เครสซิดา โคเวล(Cressida Cowell) คือนักเขียนนิยายเยาวชนจากอังกฤษที่เขียนนิยายชุดฮิคคัพ(Hiccup series) ที่นอกจากจะเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆแล้ว ยังเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ใหญ่หลายๆคนด้วย โคเวล ชอบวาดรูปและเขียนนิยายมาตั้งแต่เด็กแล้ว ซึ่งทำให้เธอตั้งใจที่จะศึกษางานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเรียนรู้เรื่องการวาดภาพขณะที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยบริงตัน(Brighton University) ซึ่งทั้งหมดเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธอสร้างสรรค์นิยายชุดนี้ขึ้นมา และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากโดยเฉพาะฉบับภาพยนต์ แถมเธอยังได้รับรางวัลวรรณเยาวชนยอดเยี่ยมของเนสท์เล่(Nestle Children’s book) เพราะนิยายชุดนี้ด้วยครับ

กระแสของภาพยนต์ทำให้ชื่อนิยายชุดฮิกคัพ อาจฟังดูไม่คุ้นหูเท่าไหร่ และกลายเป็นว่าในเวลานี้ชื่ออย่างเป็นทางการของนิยายชุดนี้คือ How to train the dragon ซึ่งมันได้ถูกนำมาใช้แทนชื่อเดิมในนิยายเล่มล่าสุดเรียบร้อยแล้ว จุดเริ่มต้นของนิยายชุดนี้เป็นการบอกเล่าถึงเรื่องราวของ ฮิคคัพ ฮาร์เรนดอส เฮดด็อก ที่สาม (Hiccup Horrendous Haddock III)  หรือ ฮิคคัพ ปลาแฮดด็อคที่น่ากลัว ที่สาม (ตั้งชื่อตามสไตล์นิยายเยาวชน ซึ่งจริงๆแล้ว ฮิคคัพ แปลว่าสะอึก ซึ่งคงดูตลกพิลึก ถ้าแปลเป็นภาษาไทย) โดยมี How to train your dragon เป็นหนังสือเล่มแรกของนิยายชุดนี้ ซึ่งเริ่มเล่าถึงจุดกำเนิดของ ฮิคคัพ ปลาแฮดด็อคที่น่ากลัว ที่สามก่อนที่จะมาเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายของชนเผ่าไวกิ้ง โดยในเล่มแรกนี้มีทั้งเรื่องราวของการผจญภัย ความเป็นมา ชาติกำเนิด รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆที่มีส่วนทำให้ชีวิตของฮิคคัพต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง  โดยเฉพาะเรื่องราวของความผูกพันธ์ระหว่างเขากับสิ่งมีชีวิตที่เรียว่า มังกร รวมถึงชนเผ่าไวกิ้งที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งและห้าวหาญ  โคเวลใช้วิธีการเล่าเรื่องโดยผ่านมุมมองของบุคคลที่สาม และทำเสมือนว่าหนังสือแต่ละเล่มเป็นบันทึกของฮิคคัพ ซึ่งในนิยายแต่ละเล่มที่หน้าปกจะเขียนว่า by Hiccup Horrendous Haddock III นอกจากนี้จะมีงานอาร์ทที่เป็นรูปภาพตัวละครและแผนที่ประกอบภายในเล่มเพื่อเอาใจเด็กๆด้วย ซึ่งเป็นผลงานของโคเวลเอง

ในภาพเป็นรูปของตัวละครต่างๆนิยายชุดฮิคคัพตอนนี้มีทั้งหมด 9 เล่มด้วยกัน ซึ่งเล่มล่าสุดมีชื่อว่า How to steal a dragon sword? และเพิ่งวางแผงในปีนี้(2012) แต่มาครั้งนี้ทางสำนักพิมพ์วางหัวเรื่องด้านบนสุดเป็น How to train your dragon (แทนที่จะขึ้นต้นด้วยชื่อเรื่องเหมือนเล่มก่อนๆ)และเอาชื่อของหนังสือไว้ด้านล่างแทน ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะกลัวคนไม่รู้ว่า นิยายเรื่องนี้เป็นภาคต่อของนิยายชุดที่เคยถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์มาแล้วนั่นเอง ส่วนเครดิตที่ว่า by Hiccup Horrendous Haddock III ก็ถูกตัดออกไป นอกจากนี้ยังมีอีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือชื่อของ เครสซิดา โคเวล ก็ตัวใหญ่ขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วผมคิดว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่นิยายจะเปลี่ยนตัวเองไปเป็น YA เพื่อดึงให้จำนวนนักอ่านมีมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มนักอ่านที่เป็นวัยรุ่น

สำหรับในบ้านเราก็ยังมีมีใครซื้อลิขสิทธิ์มาแปลเลย  ซึ่งจริงๆแล้วหนังสือที่เป็นวรรณกรมมเยาวชนในบ้านเรานั้น ก็จะมีไม่กี่สำนักพิมพ์หรอกที่ซื้อลิขสิทธิ์มาแปลกัน ที่เห็นๆก็คงจะเป็นสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คที่ออกมาถี่หน่อย แต่หลังๆนิยายที่เอามาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันกับนิยายชุดแฮรี่พ็อตเตอร์ ที่กลายเป็นตำนานของสำนักพิมพ์ไปซะแล้วและก็ยังขายได้อยู่เรื่อยๆ เรื่องที่ผมจำได้ก็จะมี ขอให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย, แซปติมัสฮีป, นักสืบเทพนิยาย หรือกับเรื่องล่าสุดอย่างเกรเกอร์กับดินแดนใต้พิภพ ก็ไม่ได้ขายดีมากมายอะไรนัก ส่วนค่ายอื่นๆที่มักออกมาปีละเรื่องสองเรื่องก็จะมีสำนักพิมพ์อิ่มอ่านที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เรื่องเอเร็ค เอ็กซ์กับเรื่องนครรัตติกาล สำนักพิมพ์บันลือบุ๊คส์ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เรื่องปริศนาสมบัติอัจริยะ สำนักพิมพ์เอ็นเธอร์บุ๊คส์ ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เรื่องเพอร์ซี่ แจ๊คสัน และสำนักพิมพ์แก้วกานต์ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เรื่องไดอารี่ของเด็กไม่เอาถ่าน เป็นต้น ซึ่งดูแล้วตอนนี้ก็น่าจะเป็น สำนักพิมพ์เอ็นเธอร์บุ๊คส์ที่ถือลิขสิทธิ์เรื่องเพอร์ซี่ แจ๊คสัน และน่าจะมาแรงที่สุดในเวลานี้ เพราะนิยายขายได้ทั้งในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น รวมถึงกลุ่มนักอ่านที่เป็นผู้ใหญ่ด้วยครับ

ตัวอย่างภาพยนต์เรื่อง  How to train your dragon

ทิ้งท้ายไว้อีกสักหน่อย… ประเภทวรรณกรรมเยาวชนส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแฟนตาซีครับ แต่ก็มีบ้างที่ไม่ใช่ แต่ก็น้อยครับเพราะแฟนตาซีมันขายได้แน่ๆ แต่เดี๋ยวนี้นักเขียนเก่งขึ้น มีไอเดียใหม่ๆก็จับโน่นผสมนี่ จับนี่ผสมนั่นก็ได้อะไรใหม่ๆมาให้นักอ่านได้ลองกันเช่น ไดอารี่ของเด็กไม่เอาถ่าน ที่เป็นนิยายลูกผสมระหว่างนิยายกับการ์ตูนที่มีจุดประสงค์ก็เพื่อให้เรื่องราวธรรมดาๆมันดูเหนือจริงนิดๆ และเพื่อสร้างความสนุกให้กับผู้อ่านครับ  ที่สำคัญนิยายเรื่องนี้ยังขายดีอีกต่างหากครับ(ในอเมริกา) แต่ก็คงขายได้เฉพาะในกลุ่มเด็กๆเท่านั้นครับ แม้ว่าในอเมริกาจะติดอันดับ1 ในเดอะไทมส์มาแล้วก็ตาม แต่เด็กบ้านเราอาจไม่เก็ตมุขฝรั่งก็เป็นได้ ยอดขายจึงไม่ได้ถล่มทลายเหมือนในบ้านเขา

สำหรับใครที่อยากลองอ่านนิยายเรื่อง  How to train your dragon? ในฉบับแปลไทย สามารถทดลองอ่านได้ ที่นี่ นะครับ มีคนใจดีแอบแปลไว้ให้อ่าน แม้ว่าไม่ได้สมบูรณ์นักแต่ก็สนุกไม่ใช่เล่นครับ และก็ลองหาฉบับภาษาอังกฤษมาอ่านคู่กันนะครับ จะได้พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆร่วมไปด้วยครับ – danw

Advertisements
หมวดหมู่:News ป้ายกำกับ:, ,
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: