หน้าแรก > แนะนำนักเขียน > ‘เทพแห่งนิยายเอดเวนเจอร์’ : ไคลฟ์ คัสเลอร์ (Clive Cussler)

‘เทพแห่งนิยายเอดเวนเจอร์’ : ไคลฟ์ คัสเลอร์ (Clive Cussler)

clive cusslerในวงการภาพยนต์ถ้าคุณคิดอยากจะดูภาพยนต์ที่ออกแนวโลดโผนโจนทะยานสักเรื่อง ผมเชื่อว่า ชื่ออินเดียน่า โจนส์(Indiana Jones) จะต้องเป็นหนึ่งในภาพยนต์ที่อยู่ในใจคุณอย่างแน่นอน!

อินเดียน่า โจนส์ เป็นภาพยนต์แนวผจญภัย(adventure) แบบถล่มภูเขาเผากระท่อม เพื่อค้นหาความลับของอารยธรรมโบราณที่หลบซ่อนอยู่ในสถานที่ต่างๆทั่วโลก ที่สำคัญภาพยนต์กำกับและอำนวยการสร้างโดยสองผู้ยิ่งใหญ่ในวงการอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก(Steven Spielberg) และจอร์จ ลูคัส(George Lucas) คงไม่ต้องบอก ว่าจะมันส์และสุดยอดขนาดไหน

ปัจจุบันภาพยนต์เรื่องอินเดียน่า โจนส์ มีทั้งหมด 4 ภาคด้วยกัน โดยภาคแรกมีชื่อว่า ‘Raiders of the Lost Ark’ หรือ ‘ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า’ ออกฉายครั้งแรกในปี 1981 นำแสดงโดยดาราชื่อดังและมากฝีมืออย่าง แฮร์ริสัน ฟอร์ด ประสบความสำเร็จทั้งในด้านรายได้และคำวิจารณ์ รวมถึงยังมีอิทธิพลต่อภาพยนต์ในยุคต่อๆมาอีกด้วย

harrison-ford,-george-lucas-and-steven-spielberg-in-indiana-jones-and-the-last-=

หลังจากความโด่งดังของภาพยนต์เรื่องอินเดียน่า โจนส์ทำให้ลูคัสฟิลม์(Lucasfilm) ซึ่งเป็นบริษัทผู้สร้างภาพยนต์เรื่องนี้ มีความคิดที่จะดัดแปลงบทภาพยนต์ดังกล่าวมาเป็นนิยาย และได้มอบลิขสิทธิ์ให้กับสำนักพิมพ์แบนทัมบุ๊ค(Bantum book ) เป็นผู้ดำเนินการหานักเขียนที่มีความสามารถ เพื่อที่จะสามารถสร้างชื่อให้กับนิยายชุด อินเดียน่า โจนส์ เช่นเดียวกับที่ สตีเวน สปีลเบิร์ก และจอร์จ ลูคัส ทำไว้ในฉบับภาพยนต์

ร็อบ แมคเกรเกอร์(Rob MacGergor) คือผู้ที่ได้รับเลือกให้มาเขียนนิยายชุดอินเดียน่า โจนส์ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ร็อบ เป็นผู้ที่ชื่นชอบงานทางโบราณคดี และมีโอกาสร่วมงานสำรวจทางโบราณคดีหลายแห่งที่กระจายอยู่ทั่วโลกเป็นประจำ ทำให้เขามีประสบการณ์และความรู้ทางด้านโบราณคดีค่อนข้างมาก ผนวกกับการที่เขาเป็นนักข่าวและคุ้นเคยกับงานเขียนอยู่แล้ว จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก ที่จะมาทำหน้าที่แจ้งเกิดให้กับ อินเดียน่า โจนส์ ในฉบับนิยาย และในปี 1991 นิยายชุดอินเดียน่า โจนส์ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยใช้ชื่อว่า Indiana Jones and the Peril at Delphi หรือ อินเดียน่า โจนส์ กับ อาถรรพณ์หินเทพเจ้า

เนื่องจากนิยายชุดนี้เป็นนิยายประเภทแฟรนไชน์(franchise, ลิขสิทธิ์ไม่ได้เป็นของนักเขียน) ร็อบ จึงรับหน้าที่เขียนนิยายชุดนี้จนถึงแค่เล่มที่ 6 หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมือมาเป็น มาร์ติน ไคดิน(Martin Caidin) และแม็คส์ แมคคอย(Max Mccoy) ตามลำดับ ปัจจุบันนิยายชุดอินเดียน่า โจนส์ มีจำนวนทั้งหมด 12 เล่ม(ฉบับแปลไทยโดยคุณสุวิทย์ ขาวปลอด มีทั้งหมด 11 เล่ม โดยได้รวม The Dinosaur Eggs กับ The Secret of the Sphinx ไว้ด้วยกัน)

นิยายชุดอินเดียน่า โจนส์ คือแบบฉบับของนิยายแนวผจญภัย(adventure) ที่เด่นชัดเรื่องหนึ่ง และเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักอ่านชาวไทย แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเร็วนัก ถ้าคุณยังไม่เคยทำความรู้จักกับ นาวาอากาศตรี, เดิร์ก พิตต์(Dirk Pitt) นักสำรวจผู้โลดโผนและยียวน แต่มากด้วยไหวพริบและความสามารถ ไม่แพ้ อินเดียน่า โจนส์ 

ไคลฟ์ คัสเลอร์(Clive Cussler) ได้ฉายาว่าเป็นปรมาจารย์ด้านนิยายผจญภัย(the Grand Master of Adventure) และเป็นผู้สร้างตัวละครที่มีชื่อว่า นาวาอากาศตรี, เดิร์ก พิตต์(Dirk Pitt) ซึ่งเป็นตัวละครหลักในนิยายชุดการผจญของเดิร์ก พิตต์ นอกจากนี้ ไคลฟ์ ยังมีนิยายอีกหลายเรื่องรวมถึงหนังสือสารคดีของเค้าเองอีกด้วย

เป็นปกติที่นักเขียนส่วนมาก มีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับงานที่ตัวเองเขียน ไม่มากก็น้อย หรือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ถ้าคุณเป็นนักเขียนนิยายแนวสืบสวน คุณอาจจะเป็นนักข่าวสายอาชญากรรมมาก่อน หรือถ้าเป็นนักเขียนนิยายแนวผจญภัยอย่างเช่น ร็อบ แมคเกรเกอร์ แม้จะไม่ได้เป็นนักโบราณคดี แต่ก็เป็นผู้ชื่นชอบ, ศึกษาและสำรวจงานทางโบราณคดีอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน

และสำหรับเส้นทางชีวิตของนักเขียนนิยายแนวผจญภัยผู้นี้เรียกว่า ‘ไม่ธรรมดา’ ครับ เพราะ ไคลฟ์ เคยร่วมรบในสงครามเกาหลีถึง 2 ปี โดยเค้าต้องออกจากมหาวิทยาลัยขณะที่เค้ากำลังเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 2 ถูกบรรจุอยู่ในกองทัพอากาศ ในหน่วยเครื่องจักรกลและวิศวกร,การบิน ซึ่งมีหน้าที่ซ่อมบำรุงและการตรวจสอบเครื่องบิน ก่อนที่จะทำการบิน โดยจะต้องทำหน้าที่ปรับแต่งทุกๆอย่างของเครื่องบินลำนั้น ให้พร้อมก่อนที่นักบินจะขึ้นบินครับ ซึ่งหมายรวมถึงการขึ้นบินทดสอบ และขึ้นบินจริงในบางครั้งด้วย โดยแผนกที่เค้าอยู่เป็นแผนกขนส่งทางทหารครับ

หลังจากสิ้นสุดสงคราม ไคลฟ์ มีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ เค้ามีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งและได้เป็นถึงผู้บริหาร รวมถึงผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์ และเคยคว้ารางวัลโฆษณายอดเยี่ยมจากงานเทศกาลโฆษณาเมืองคานส์(Cannes Lions International Advertising Festival) ที่ถือเป็นเทศกาลเกี่ยวกับงานโฆษณาที่เก่าแก่ระดับโลกงานหนึ่ง

ไคลฟ์ ก็เหมือนกับหลายๆคน ที่มีงานประจำและงานอดิเรก ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เค้าสร้างตัวละครที่มีชื่อว่า เดิร์ก พิตต์ ออกมา นั่นก็คือการเป็น นักโบราณคดีทางทะเล(Marine archaeologist) ซึ่งภายหลังจากที่เค้าประสบความสำเร็จจากงานเขียนแล้ว เค้าก็ยึดอาชีพ นักโบราณคดีทางทะเล เป็นงานประจำ และเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันสำรวจทาง(ใต้)ทะเลแห่งชาติ (National Underwater & Marine Agency) ซึ่งมีชื่อย่อว่า NUMA อันเป็นหน่วยงานที่ปรากฏอยู่ในนิยายหลายเรื่องของ ไคลฟ์ และเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยมี ไคลฟ์ เป็นหัวหน้าทีมและผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจของ NUMA

งานสำรวจทาง(ใต้)ทะเลของ ไคลฟ์ นั้นมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการสำรวจซากเรือสมัยโบราณและซากเรือที่น่าสนใจ จนถึงปัจจุบัน สถานที่ที่ ไคลฟ์ เข้าไปสำรวจมีมากถึง 60 แห่งเลยทีเดียวและนอกจากนี้เค้ายังมีงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องการสำรวจใต้ทะเลอีกหลายเรื่อง และได้รับรางวัลหลายรางวัล ทั้งจากกองทัพเรือและหน่วยงานต่างๆ สำหรับบทความที่เรียกว่าเป็นมาสเตอร์พีชของ ไคลฟ์ คือผลงานที่มีชื่อว่า THE SEA HUNTERS เผยแพร่ในปี 1996 นอกจากนี้ผลงานดังกล่าวยังถือว่าเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก(Ph.D.) ที่เค้าทำกับวิทยาลัยมาริไทมส์(Maritime College, State University of New York) อีกด้วย จากนั้นในปีต่อมาทางสภาวิทยาลัยก็มีมติเห็นชอบ ที่จะมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิให้กับ ไคลฟ์ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งวิทยาลัยเลยทีเดียว ส่วนใครอยากทราบรายละเอียดของหนังสือเรื่อง The Sea Hunters คลิกที่นี่ ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือ หนังสือชุดนี้ถูกทำเป็นสารคดีซะด้วย รายละเอียดของ The Sea Hunters ฉบับ TV คลิกที่นี่ 1 2

นิยายเรื่องแรกของ ไคลฟ์ เริ่มในค่ำคืนอันเงียบสงบของปี 1965 เมื่อภรรยาของ ไคลฟ์ ซึ่งเป็นตำรวจท้องที่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ต้องออกไปเข้าเวรกะกลางคืน ดังนั้นเค้าจึงมีหน้าที่ดูแลลูกๆ หลังจากอาหารเย็นแล้ว เค้าจะพาเด็กๆเข้านอน และหลังจากนััน ไคลฟ์ ไม่ได้มีกิจกรรมอื่นให้ทำ ไม่มีเพื่อนให้คุย ดังนั้นเค้าจึงเริ่มเขียน เขียน… และเขียนมาจนถึงปัจจุบัน

ปี 1973 The Mediterranean Caper ถูกตีพิมพ์และวางจำหน่ายเป็นเรื่องแรก และได้รับการตอบรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามนิยายเรื่องแรกของ ไคลฟ์ กลับเป็น Pacific Vortex! ที่ถูกวางแผงในอีก 10 ปีต่อมา แต่เป็นนิยายที่ถูกตีพิมพ์ลำดับที่ 6 เนื่องจาก ไคลฟ์ รู้สึกว่ามันได้มาตรฐานที่เขาตั้งไว้เท่าไหร่ และหลังจากที่เป็นประเด็นอยู่นาน… ในที่สุด Pacific Vortex จึงถูกตีพิมพ์ในที่สุด ทั้ง The Mediterranean Caper และ Pacific Vortex เป็นเรื่องราวการผจญภัยของ นาวาอากาศตรี, เดิร์ก พิตต์ ตัวละครนักสำรวจผู้ยียวนและเฉลียวฉลาด โดยโครงเรื่องส่วนใหญ่ก็เป็นการผจญภัย โดยประสบการณ์ของเค้าและเรื่องราวสำคัญๆเป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งก็มีทั้งเรื่องราวของ อากาศยาน เรือดำน้ำ ไปจนถึงประสบการณ์ในงานโฆษณาของเขาด้วย เรียกว่าครบเครื่องสุดๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผลงานสร้างชื่อให้กับ ไคลฟ์ ก็น่าจะเป็น The Mediterranean Caper นี่แหล่ะ!

Pacific Vortex เล่าถึงการหายไปของเรือดำน้ำลำหนึ่งที่หายไปและ เดิร์ก พิตต์  เข้าไปพบเบาะแสเข้า จากนั้นการผจญภัยค้นหาเรือดำน้ำที่สูญหายก็เกิดขึ้น โดย ไคลฟ์ สร้างปมไว้ให้เราได้คลายอย่างสนุก พร้อมฉากแอคชั่นสุดมัน อ่านเรื่องย่อของ Pacific Vortex(แปซิฟิกเดือด)  คลิกที่นี่    และใน The Mediterranean Caper หรือ May Day! (เมย์เดย์) ที่ยังเป็นเรื่องราวของ  เดิร์ก พิตต์  อีกเช่นเคย ไคลฟ์ ได้นำเรื่องของอากาศยานเข้ามาเขียนเป็นโครงเรื่องสุดมันส์ เล่าถึงการโจมตีที่ตั้งของฐานทัพอากาศสหรัฐ ที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ทั้งแสนยานุภาพและเทคโนโลยี แต่กลับถูกโจมตีโดยเครื่องบินรบสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เนื้อเรื่องจึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง อ่านเรื่องย่อของ The Mediterranean Caper คลิกที่นี่

ทั้งสองเล่มล้วนเป็นนิยายที่สนุกดูสมจริงแม้จะเว่อร์ไปบ้างแต่ก็อยู่บนรากฐานของความเป็นจริงครับ ซึ่งก็เป็นการขยายความเรื่องลี้ลับต่างๆ เช่น สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา(Bermuda Triangle) หรือแอตแลนติส (Atlantis) เป็นต้น ซึ่งจะต่างจาก โจนส์ ที่เว่อร์ในความลึกลับของอารยธรรมโบราณ,อินคา หรือความเชื่อโบราณอื่น ซึ่งเลยเถิดไปถึงมนุษย์ต่างดาวกันเลยทีเดียว เอาล่ะ! นั่นก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ต้องไปลองอ่านเองถึงจะรู้ครับ เพราะบางคนก็ว่า พิตต์   คือ โจนส์ ภาคทะเล (oceanography)  ข้อโต้แย้งของผมคือ อย่าลืมว่า พิตต์  เกิดก่อน โจนส์ นะครับ แต่อาจไม่ดังไปทั่วโลกเท่านั้นเอง ต่างอีกอย่างระหว่างนิยายชุด  พิตต์  และจนส์ คือ นิยายชุด  พิตต์ มีกลิ่นของเทคโนทริลเลอร์ (techno thriller)อยู่ค่อนข้่างเยอะไม่ได้เป็น ‘เพียวเอดเวนเจอร์(pure-adventure)*  เหมือน อินเดียน่า โจนส์ ครับ

เอกลักษณ์และจุดขายสำคัญของ ไคลฟ์ นอกจากเนื้อเรื่องสุดมันส์แล้ว เค้ายังเอาตัวเองเข้าไปใส่ในนิยายอีกด้วย รวมถึงการเอาเรื่องราวของรถโบราณ ที่เป็นของสะสมของเขาเข้ามาใส่ในนิยายอยู่เสมอ(ไคลฟ์มักถ่ายรูปคู่กับของสะสมของเขาไว้ที่ปกหลังเสมอ) ว่ากันว่ามีหลายร้อยคันเลยทีเดียว และโดยส่วนใหญ่ผู้ที่ได้ขับรถของเขา(ในนิยาย)ก็คือ พิตต์ นั่นเอง ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่าผู้ที่คลุกคลีกับอากาศยานและเรือ จะมีความเชี่ยวชาญในเครื่องยนต์และรถยนต์ด้วย ซึ่งตรงนี้เองทำให้ในปี 2011 มีหนังสือแนวสารคดีของ ไคลฟ์ ที่ชื่อว่า ‘Built for Adventure: The Classic Automobiles of Clive Cussler and Dirk Pitt’ ออกมาวางแผงซะให้รู้แล้วรู้รอดไป ซึ่งรายละเอียดหลักก็น่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับรถคลาสสิคนั่นเองครับ

ไคลฟ์ มีซึ่งมีหลายชุดครับ และในเว็บไซต์ goodread ทคะแนนที่นักอ่านทั่วโลกให้ไว้โดยรวมอยู่ที่ 4 ดาวครับ(3.82) ซึ่งนับว่าค่อนข้างดีทีเดียว

นอกจากนิยายชุดที่มี พิตต์ แล้ว ไคลฟ์ ก็ยังมีงานเขียนอื่นๆอีกซึ่งก็มีทั้งนืยายและสารคดี รวมถึงบทความต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของการสำรวจใต้น้ำ สำหรับในนิยายชุดอื่นๆ ของ ไคลฟ์ ก็มีการใช้ตัวละครข้ามไปมา เรียกว่าอ่านเรื่องหนึ่งแล้วคงไม่ลืมอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน อยากทราบว่านิยายของ ไคลฟ์ คัสเลอร์  มีอะไรบ้าง? คลิกที่นี่ 1 2

นิยายของ ไคลฟ์ ก็ใช่ว่าจะเป็นสองรองใครครับ และมีโอกาสได้ขึ้นสู่จอภาพยนต์ถึง 2 เรื่องด้วยกัน ซึ่งเรื่องแรกคือ Raise the Titanic!  สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันในปี 1980 กำกับโดยเจอรี่เจมส์สัน(Jerry Jameson) ส่วนอีกเรื่องถูกสร้างในปี 2005, Sahara โดยพาราเมาต์ พิกเจอส์ (Paramount Pictures) กำกับโดยเบรก ไอส์เนอร์( Breck Eisner) และนำแสดง(เป็น พิตต์ ) โดยแมทธิว แม็คคอนาเฮย์ ( Matthew McConaughey)

Raise The Titanic!  movie trailer

Sahara  movie trailer

นิยายชุดของ พิตต์  ปัจจุบันมีทั้งหมด 22 เล่มครับ และเล่มล่าสุดคือ Poseidon’s Arrow ซึ่ง ไคลฟ์ เขียนคู่กับลูกชาย และจริงๆแล้วเขาเริ่มแต่งนิยายร่วมกับลูกชายมาตั้งแต่ Black Wind,2004เป็นต้นมาแล้ว เพราะวัยของ ไคลฟ์ จะให้มานั่งเขียนนิยายเป็นวันๆก็คงไม่ไหว อีกทั้งการแต่งร่วม(co-author)ก็เป็นเรื่องที่นักเขียนรุ่นใหญ่ทำกันเป็นเรื่องปกติแล้วครับ ส่วนลูกชายของ ไคลฟ์ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลเค้าคือ เดิร์ก คัสเลอร์(Dirk Cussler) นั่นเอง (เล่นเอาชื่อตัวละครเอกในนิยาย มาเป็นชื่อลูกเลย) อย่างไรก็ตามแม้เรื่องนี้ ไคลฟ์ จะไม่ได้แต่งเองทั้งหมด แต่ฐานของแฟนๆก็ยังเหนียวแน่นอยู่เช่นเคย และนิยายยังคงไว้ซึ่ง วิสัยทัศน์(Vision) ของ ไคลฟ์ ผู้พ่ออยู่ครับ

และก็มาถึงฉบับแปลไทยกัน หลายคนคงลุ้นว่าจะมีไหมหนอ? อยากอ่านมากๆ ขอแสดงความยินดีด้วยนิยายชุดของ พิตต์  มีฉบับแปลไทยด้วยครับ ซึ่งบางเล่มต้องบอกว่าแปลไว้นานมากแล้ว และคงไม่มีขายตามท้องตลาดแน่ๆ ที่จะเหลือให้ซื้อหาได้บ้างก็เป็นผลงานแปลของ พี่สุวิทย์ ขาวปลอด ที่แปลไว้ ซึ่งก็จะมีดังนี้ครับ

Iceberg

นิยายฉบับแปลไทยของ พี่สุวิทย์ ต้องบอกว่าแปลแบบดิบๆ และสนุกสุดมันส์ เพราะนิยายของไคลฟ์ นอกจากจะมีฉากแอคชั่นที่สนุกแล้ว เนื้อหาในส่วนของตัวละครก็ยียวนไม่แพ้กัน ซึ่งผมคิดว่าพี่เขานี้ สื่อสารได้ดีพอสมควรครับ(อาจหยาบคายบ้าง แต่ก็มาจากต้นฉบับ)  ซึ่งนักอ่านบางท่านอาจจะไม่คุ้นเคย แต่ถ้าท่านชอบนิยายแนวเอดเวนเจอร์ ผมรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนครับ ขี้คร้านที่จะไปอ้อนวอนให้พี่เขาแปลเล่มที่เหลือ อย่างไรก็ตาม วลีบางวลีที่ถูกแปลอาจจะไม่ได้เป็นที่คุ้นหู หรือวรรคตอนอาจจะแปลกๆ อันนี้อย่าได้ซีเรียสครับ ค่อยๆละเลียดอ่านแล้วก็จะคุ้นเอง ผมต้องยอมรับว่าแรกๆเองก็ไม่คุ้นกับสำนวนของพี่เค้าเท่าไหร่ แต่ต่อไปก็ลื่นไหลครับ เพราะบางครั้งการแปลก็ไม่ได้ตรงตัวแบบลอกกันมา แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของผู้เขียนว่าทำอย่างไรจะแปลให้ผู้อ่านที่เป็นคนไทยเข้าใจด้วยครับ ทั้งหมดนี้จะเรียกได้ว่าเป็นความไว้วางใจที่ให้กันก็ไม่ผิดครับ

สำหรับท่านใดอยากซื้อหานิยายชุด พิตต์  หรือ โจนส์ ของพี่สุวิทย์ สามารถสอบถามไปได้ที่ Facebook ของพี่เค้าโดยตรงเลยครับรู้สึกว่ายังพอมีเหลืออยู่ สำหรับ นิยายชุด โจนส์ พี่เค้าก็แปลได้สนุกไม่แพ้กัน แต่อย่าลืมว่า งานแปลเก่ามักจะมากับภาษาเก่าๆ ดังนั้นอาจจะต้องตั้งหลักกันสักนิด เพื่อให้คุ้นกับสำนวนแปล คือผมอยากให้มองที่โครงเรื่องเป็นหลักนะครับ ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร ปมมันถูกผูกและคลายเช่นไร การที่คำหรือวลีที่ยกขึ้นมาใช้ไม่คุ้นเคย แต่ถ้าเราอ่านอย่างปล่อยผ่าน และมองลึกไปถึงตัวละครและเรื่องราวแล้วละก็ คุณจะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการที่จะสื่ออย่างไม่ยากเย็นครับ

สั่งซื้อนิยายผ่าน พี่สุวิทย์ ได้ที่ www.facebook.com/SuWithyKhawPlxd

อยากทราบรายละเอียดของนิยายแปลของ ไคลฟ์ เพิ่มเติม คลิกที่นี่ 1 2

/หวังว่าหนังสือจะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ – dan

*เพียวเอดเวนเจอร์(pure-adventure),  ผมถือว่า อินเดียน่า โจนส์ คือ เอดเวนเจอร์แท้ๆ เรื่องหนึ่งที่โครงเรื่องประกอบด้วยการผจญภัย ในสถานที่ลึกลับ ไม่ว่าจะเป็นป่าเขาลำเนาไพร ค่ายทหาร โบราณสถาน ประกอบกับความยากลำบาก ที่ขับเน้นถึงการเดินทางของตัวละครเอก ในการตามหาขุมทรัพย์ หรือตามหาใครสักคน เพื่อบรรลุเป้าหมายของเรื่องราว ก็จะมีอุปสรรคหรือปัญหามาให้ตัวละครเอกออกมาแก้ไข ดังนั้นความสามารถส่วนใหญ่ของตัวละครหลักจึงค่อนข้างเก่งเหนือมนุษย์มนา ทั้งการใช้ปัญญาและกำลัง และก็ไม่ได้มีตัวช่วยอะไรมากมายนัก จุดเด่นอีกอย่างคือ บรรยากาศในท้องเรื่องที่ต้องออกแนวทริลเลอร์(ระทึกขวัญ) และมีฉากแอคชั่นอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเข้าไปในโบราณสถานเก่าแก่ของชาวอินคา แล้วต้องหลบหลีกกับดักมากมายที่วางไว้ หรือต่อสู้กับคนป่าเผ่ากินคนในระหว่างการเดินทางหาสมบัติทั้งหลายแหล่ อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่เหมารวม  เพียวเอดเวนเจอร์ ว่าเป็น ซาฟารีเอดเวนเจอร์(Safari-adventure) ก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  – ผู้เขียน

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: