หน้าแรก > News > ‘กูชื่อ…เจสัน บอร์น’ : โรเบิร์ต ลัดดัม (Robert Ludlum) – ยอดปรมาจารย์นักเล่าเรื่องกับสายลับละตุยดะ

‘กูชื่อ…เจสัน บอร์น’ : โรเบิร์ต ลัดดัม (Robert Ludlum) – ยอดปรมาจารย์นักเล่าเรื่องกับสายลับละตุยดะ

Robert Ludlum

โรเบิร์ต ลัดดัม (Robert Ludlum)

ในปี 2002 มีภาพยนต์เกี่ยวกับสายลับเรื่องหนึ่ง ซึ่งหลังจากเข้าฉายเพียงไม่กี่วัน ก็มีการพูดถึงกันในวงกว้างเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะความแปลกใหม่ ความสด! และความสมจริงของฉากแอคชั่น ที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์มนา มากกว่าหนังสายลับหลายเรื่องที่เคยมีมาก่อน หนังให้โอกาสสายลับเจ็บได้ และแทบจะตายเป็น รวมถึงไม่ได้เกิดมาเก่งเลย แต่มาจากการคัดเลือก และวิธีการฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย  เพื่อให้สัญชาตญาณแห่งการเป็นสายลับมันฝังอยู่ในร่างกาย จนเกิดปฏิกิริยาตอบโต้แบบสายลับอยู่ในทุกเสี้ยววินาทีหายใจเข้าออกกันเลยทีเดียว   “ฉากที่ผมจำได้แม่นในหนังเรื่องนี้(ภาคแรก) และทำให้ผมติดตามดูภาคต่อๆมา หาใช่ฉากแอคชั่นสุดมันส์ ไม่? แต่กลับเป็นฉากที่พระนางอยู่ในคาเฟ่ แล้วพระเอกดันจำทะเบียนรถที่จอดอยู่ข้างนอกทุกคัน รวมถึงทั้งจำคนในร้านได้ทั้งหมด”   ผมบอกกับตัวในตอนนั้นเลยว่า ‘เฮ้ย! หนังเรื่องนี้เจ๋งว่ะ’  (“กูชื่อ เจสัน บอร์น” แปลมาจาก “The Bourne Identity” ; 1980 โดย ธนิต ธรรมสุคติ)

ย้อนกลับไปในปี 1980  ชื่อ ‘เจสัน บอร์น(Jason Bourne) ปรากกฏขึ้นเป็นครั้งแรกในนิยายที่มีชื่อว่า “The Bourne Identity” เขียนโดยชายอีกคนที่มีชื่อว่า ‘โรเบิร์ต ลัดดัม (Robert Ludlum) โดยสร้างคาแรคเตอร์ให้ เจสัน บอร์น เป็นชายผู้มีความสามารถในการเอาชีวิตรอด(ในตอนแรก) แต่กลับเป็นโรคสูญเสียความทรงจำย้อนหลัง(retrograde amnesia) ทำให้เขาต้องค้นหาตัวตนของตัวเอง(Identity) ว่าจริงๆแล้วเค้าคือใครกันแน่? นั่นคือจุดเริ่มต้นของชายที่มีชื่อว่า ‘เจสัน บอร์น’

และแม้ว่าชื่อ เจสัน บอร์น จะมีคนรู้จักมากกว่าชื่อ โรเบิร์ต ลัดดัม ก็ตามแต่ในวงการนักเขียนและนักอ่าน ลัดดัม คือชายผู้ทรงพลังคนหนึ่งในวงการ(ของอเมริกา) ทั้งยังเป็นผู้เปลี่ยนแปลงแนวทางการเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนไปตลอดการ และถือเป็นปรมาจารย์อีกคนหนึ่งสำหรับนิยายแนวสืบสวนสอบสวนและการเล่าเรื่อง(The Suspense/Story teller Master) หลายๆคนที่อ่านงานของ ลัดดัม คงไม่มีข้อกังขาในเรื่องนี้เหตุเพราะ เนื้อนิยายของเขานั้นดูเรียบง่ายแต่เน้นรายละเอียด ให้ความรู้สึกทางอารมณ์ที่ต่อเนื่องไม่ขาดตอน จนผู้อ่านรู้สึกจมดิ่งอยู่กับตัวละครอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ฉากเป็นอีกอย่างที่สำคัญ ลัดดัม เป็นนักเขียนอีกคนหนึ่งที่เลือกฉากได้ดี คือไม่ซ้ำซากและตรงกับเรื่องราวในยุคนั้นทำให้ตัวนิยายนั้นน่าสนใจมากขึ้น ด้วยความง่าย ความสมจริง และการที่เล่นกับรายละเอียดนี่เอง ทำให้เป็นที่มาของฉากต่อสู้ที่สมจริงและสนุกสะใจนักอ่านครับ

ฉบับแปลภาษาไทยของ ‘The Bourne Identity’ ในชื่อ กูชื่อ เจสัน บอร์น แปลโดยคุณ ธนิต ธรรมสุคติ

แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ กล่าวไว้ว่า ‘ทะเลที่สงบไม่สามารถสร้างนักเล่นเรือที่เก่งกาจได้’ ฉันใดชีวิตของ ลัดดัม ก็เหมือนนักเขียนท่านอื่นๆฉันนั้นครับ ก่อนที่ ลัดดัม จะมาหากินทางด้านการเขียนนิยายชีวิตเขาล้มลุกคลุกคลานพอดูครับ โรเบิร์ต ลัดดัม เกิดที่ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1927 เติบโตในนิวเจอร์ซี่ (New Jersey) ตอนวัยรุ่น ลัดดัม มีโอกาสเดินทางกับคณะละครในฐานะนักแสดง จากนั้นก็ถูกทางบ้านตามตัวกลับมา และถูกส่งไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยไปเป็นทหารเรืออยู่สองปี เมื่อกลับจากสงครามโลกครั้งที่สอง ลัดดัม ก็ได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ รัฐคอนเนตทิคัต โดยพบกับภรรยาคนแรกที่นี่ และทั้งสองคนได้ทำงานในสายภาพยนต์อยู่พักใหญ่ครับ

ลัดดัม ทำงานโดยเป็นทั้งนักแสดงและโปรดิวเซอร์ และในปี 1960 เขาสร้างหนังเรื่อง ‘The Owl And The Pussycat’ โดยใช้นักแสดงที่ไม่มีชื่อเสียง(ในตอนนั้น) ชื่อว่า อเลน อัลดา(Alan Alda) แสดงนำให้กับหนังเรื่องนี้ และเมื่ออุตสาหกรรมหนังซบเซา ลัดดัม จึงเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรก ซึ่งอาศัยประสบการณ์จากการเขียนบทภาพยนต์ และจริงๆแล้วเป็นการเขียนที่ไม่จริงจังด้วยซ้ำแต่ทว่ากลับสร้างรายได้ให้กับเขา และเป็นอาชีพหลักให้กับเขาในเวลาต่อมา

มีหลายคนคิดว่า ลัดดัม เขียนนิยายมานานแล้ว แต่ความจริงนิยายเรื่องแรกของ ลัดดัม นั้นกลับถูกตีพิมพ์ในปี 1970 โดยมีชื่อว่า The Scarlatti Inheritance (แปลเป็นฉบับภาษาไทย ในชื่อ ย้อนรอยวีรบุรุษ โดยคุณอัครเดช รณชัย) และก็ประสบความสำเร็จในทันทีหลังจากนั้นเพียงปีเดียวเค้าก็ส่ง The Road to Omaha(แปลเป็นฉบับภาษาไทย ในชื่อ  ธนูหัก โดยคุณสุวิทย์ ขาวปลอด) โดยนิยายเรื่องแรกของ ลัดดัม เป็นการกลับไปในปี 1920 เพื่อเล่าเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องราวของพวกนาซีนั่นเอง หลังจากนั้น ลัดดัม เขียนนิยายออกมาอย่างต่อเนื่องโดยบางเรื่องที่ใช้นามปากกาอื่นบ้างก็มี และในปี 1980 ชื่อของ เจสัน บอร์น ก็ปรากฏขึ้นเมื่อนิยายที่ชื่อ  The Bourne Identity ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรก ในฐานะชายผู้เก่งกาจแต่ความจำเสื่อม แม้เรื่องราวจะดูไม่ซับซ้อน และดูจับต้องต้องได้ แต่พระเอกก็ยังอาศัยกำลังเพียงลำพังต่อกรเหล่าร้าย ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่นั่นก็อยู่บนพื้นฐานของชายที่ถูกฝึกมาอย่างหนัก(ขั้นตอนการฝึกที่ทำให้ผู้อ่านเชื่อ) อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ฉากของนิยายและเรื่องราวใน The Bourne Identity ไม่ปล่อยให้คุณได้หยุดหายใจ ถ้าจะเอานิยายในยุคนี้ที่ใกล้เคียงกับงานของ ลัดดัม ก็คงจะเป็น ซีรีย์แจ๊ค รีชเชอร์ ของ ลี ไชลด์(Lee Child) ที่ดูร่วมสมัยมากกว่า

ภาพ แม็ต เดมอน ใน The Bourne Identity

ภาพ แม็ต เดมอน ใน The Bourne Identity

กลับเข้ามาสู่จักรวาลของ ลัดดัม อีกครั้งหลังจาก The Bourne Identity ผ่านไป 6 ปี ลัดดัม จึงมีภาคต่อของ เจสัน บอร์น ในชื่อ The Bourne Supremacy และภาคสุดท้ายในชื่อ The Bourne Ultimatum ในปี 1990 ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ลัดดัม ไม่ได้หากินกับ เจสัน บอร์น อย่างแน่นอนครับ แต่ตัวละคร เจสัน บอร์น ในรูปแบบภาพยนต์นั้น ดูจะเป็นสิ่งที่ติดตราตรึงใจผู้คนมากกว่าฉบับนิยายเป็นอย่างมาก นั่นเพราะตลาดของภาพยนต์เสพได้ง่ายกว่าอยู่ในตลาดที่ใหญ่กว่า รวมถึงวิสัยทัศน์ของทีมสร้าง และผู้กำกับอย่าง ดัก ไลแมน (Doug Liman) ที่กล้าสร้างสายลับที่สมจริงสมจังอย่าง เจสัน บอร์น ออกมาได้ดีซะจนเทียบชั้นหนังสายลับเรื่องอื่นๆเท่าที่เคยมีมาได้อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ แม้นักอ่านหลายท่านจะติติงเรื่องของเนื้อหาที่แทบจะไม่เหลือเค้าของนิยายเลย ก็แน่ล่ะสิครับ ถ้าไปเอาเนื้อหาตามนิยาย หนังคงไม่ดังแบบนี้แน่ๆ เพราะนิยายเขียนตั้งแต่ปี 1980 จึงขาดความร่วมสมัย แต่สำหรับผมแล้วกลิ่นอายของ เจสัน บอร์น ระหว่างภาพยนต์กับนิยายก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก จังหวะการเล่าเรื่องของ ลัดดัม และการเล่าถึงรายละเอียดรวมถึงฉากของ ไลแมน มีความเชื่อมโยงกันมากทีเดียวครับ เรียกว่า ไลแมน นำงานของ ลัดดัม กลับมาทำให้คนในยุคนี้เสพได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ตัวอย่างภาพยนต์เรื่อง The Bourne Identity นำแสดงโดย แม็ต เดมอน

ส่วนสำคัญในฉบับภาพยนต์ที่ผมจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นั่นคือตัวตัวดำเนินหลักเค้าคือ เจสัน บอร์น ที่สวมบทโดย ‘แม็ต เดมอน (Matthew Paige Damon)’ นั่นเองครับ ผลงานก่อนหน้าที่ทำให้ แม็ต เป็นที่จดจำของผู้ชมก็น่าจะเป็น เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน(Saving Private Ryan) และ โอเชี่ยนส อีเลฟเว่น(Ocean’s Eleven) แต่ผมชอบ แม็ต ในเรื่อง กู๊ดวิวฮันติ้ง (Good Will Hunting) มากกว่าครับ ซึ่งดูแล้วแกก็ไม่น่าจะมาเป็นพระเอกในหนังสายลับได้เลย แต่พอมารับบท เจสัน บอร์น ผมคิดว่าทุกคนน่าจะคิดเหมือนผมแน่ๆครับว่า ในด้านของการแสดงเค้าแสดงได้เนียนมาก และแม้ แม็ต  จะไม่ได้รูปหล่อแบบพระเอกสายลับคนอื่นๆที่เคยปรากฏมา แต่ตอนนี้เค้ากลายเป็นต้นแบบพระเอกให้กับหนังสายลับในยุคนี้ไปเรียบร้อยแล้วครับ

สำหรับไอเดียและกรอบความคิดในการเขียนนิยายเรื่อง The Bourne Identity นั้น ลัดดัม เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เป็นประสบการณ์ตรงของเขาเอง เขาเล่าว่า “เขาเคยเกิดอาการความจำเสื่อม(amnesia) ขึ้นมาดื้อๆ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง หลังจากนิยายเรื่องแรก ‘The Scarlatti Inheritance’ ออกวางจำหน่าย” และจากประสบการณ์ตอนนั้น เค้าใช้เวลาถึง 9 ปี ‘The Bourne Identity’ จึงสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้

อีกเรื่องหนึ่งที่นักอ่านหลายท่านค้างคาและเป็นคำถามกันคือ ความสัมพันธ์ของชื่อตัวละครระหว่าง เจสัน บอร์น(Jason Bourne) ของ ลัดดัม กับสายลับตลอดกาลอย่าง เจมส์ บอนด์(James Bond) ของ เอียน เฟลมมิง(Ian Fleming) ถ้าอ่านจากบทสัมภาษณ์เก่าๆของ ลัดดัม เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใน จริงๆแค่คำว่า Bourne กับ Bond ก็สะกดไม่เหมือนกันแล้วครับ คือจริงๆ เจสัน บอร์น ของ ลัดดัม (ผมไม่แน่ใจว่าข้อมูลนี้มาจากเขารึเปล่านะครับ) มีหลายแห่งอ้างว่าคำนี้ Bourne นีมากจากสกุลของ เอนเซล บอร์น(Ansel Bourne) สาเหตุที่ใช้นามสกุลของเค้าเนื่องจากว่า เรื่องราวของของเขามีความใกล้เคียงกับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละคร เจสัน บอร์น เป็นอย่างมาก คือมีอาการความจำเสื่อมแบบ 2 บุคลิก รายละเอียดไปตามหาอ่านเอาเองนะครับเรื่องมันยาว เอาเป็นว่าชื่อ บอร์น ของ ลัดดัม มีที่มาที่ไปอย่างมีนัยครับ

ทิ้งท้ายไว้ให้คิด  เจมส์ บอนด์ ของ เฟลมมิง ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1953(Casino Royal) และขายดีมากในอังกฤษ แต่ไม่เป็นที่นิยมในอเมริกาทั้งฉบับนิยาย และเวอร์ชั่นละครทีวีที่ดัดแปลงที่ให้ เจมส์ บอนด์ เป็นสายลับอเมริกาที่มีชื่อใหม่ว่า จิมมี่ บอนด์ ก็ยังไม่เป็นที่นิยมแม้แต่น้อย แม้กระทั่ง Dr.No ที่เป็นภาพยนเรื่องแรก(1962 ) ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกัน(1958) และทำรายได้ถล่มทลายในอังกฤษ ก็ไม่เป็นที่นิยมในอเมริกาเช่นเดียวกันกับหนังสือและละครที่ทำออกมาก่อนหน้า  ส่วน เจสัน บอร์น ของ ลัดดัม  ที่วางจำหน่ายในปี  1980  กลับขายดีมากเทียบกับงานของ เฟลมมิง เป็นคนละเรื่องเลยครับ ความคิดเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าเนื้อหาในนิยายระหว่างนักเขียนทั้งสองท่านต่างกันพอสมควร และต้องบอกว่างานของ ลัดดัม  ออกแนวสืบสวนสอบสวนมากกว่าความเป็นนิยายสายลับ นิยายของ ลัดดัม จึงเป็นที่นิยมในอเมริกามากว่านั่นเองครับ แต่ด้วยคาแรคเตอร์แล้ว เจมส์ บอนด์ ดูน่าสนใจกว่าครับและเป็นที่ชื่นชอบของคนอังกฤษกับคาแรคเตอร์แบบผู้ดี หลักใหญ่ใจความ ของคำถามถึงความพันธ์ระหว่าง Bourne กับ Bond  ก็คือคุณคิดว่า ลัดดัม เคยอ่านงานของ เฟลมมิง ไหม?

นิยายเรื่อง Bourne Identity ของ ลัดดัม ในฉบับของสหราชอาณาจักร หน้าปกสวยมาก

อย่างไรก็ตามแม้ว่า เจสัน บอร์น ในฉบับภาพยนต์จะประสบความสำเร็จจนทำให้ ชื่อของ ลัดดัม เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงรายได้ที่ได้มาจากการขายลิขสิทธิ์และขายหนังสือนิยาย แต่ ลัดดัม กลับไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จนี้ เฉกเช่น เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน(J. R. R. Tolkien) และ สตี้ก ลาร์สสัน(Stieg Larsson) ว่ากันว่าชีวิตในช่วงสุดท้ายของ ลัดดัม ค่อนข้างโหดร้ายพอดูครับ เพราะแม้ เจสัน บอร์น จะเพิ่งมาโด่งดังในยุคนี้แต่นิยายของ ลัดดัม ก็สร้างเงินทองจากนิยายทั้ง 27 เรื่องของตัวเองพอสมควร ทำให้พอหลังเลิกกับภรรยายคนแรก เค้าก็แต่งงานใหม่แต่ดูเหมือนเค้าภรรยายคนที่สองของนี่เองแหล่ะครับที่คนใกล้ชิดของ ลัดดัม ต่างก็สงสัยว่าเป็นคนฆ่า ลัดดัม เพราะหวังในทรัพย์สินของเขาที่เรียกว่ามีไม่น้อยเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้บ้าน หลังจากที่ ลัดดัม ไปผ่าตัดเข่า ทำให้แทบเอาตัวไม่รอดจากกองเพลอง โชคดีที่ครั้งนั้นถูกช่วยชีวิตไว้ได้โดยพนักงานดับเพลิง แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ฝากบาดแผลไว้ให้กับเขามากพอสมควร อย่างไรก็ตามในปี 2001 ก่อน เจสัน บอร์น ออกฉายแค่ปีเดียว ลัดดัม  ก็ดันมาจบชีวิตเข้าจนได้ ซึ่งจากผลการชันสูตร พบว่าเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายและเสียใจอย่างยิ่งสำหรับวงการนักเขียนและนักอ่านทั่วโลก และแม้ไม่มีหลักฐานอย่างแน่ชัดว่าเหตุใด ลัดดัม  จึงเกิดอาการหัวใจวายอย่างกระทันหัน แต่คนสนิทของ ลัดดัม หลายคนกลับเชื่อว่าเป็นฝีมือภรรยาใหม่ของเค้านั่นเองครับ

อีริค วอน ลัสท์เบเดอร์ ผู้เขียนนิยายเรื่อง ‘นินจา’

แม้ว่า ลัดดัม และจากเราไปแล้วและทิ้งนิยายเรื่อง The Sigma Protocol เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายให้กับเรา(จริงๆที่ออกหลังสุดเป็น The Janson Directive แต่เรื่องนี้น่าจะเขียนออกมาก่อนครับ) แต่ก็ใช่ว่าผลงานของเขาจะยุติเพียงแค่นั้น  เพราะจิตวิญญาณของเค้ายังอยู่ครับ(ฟังดูยิ่งใหญ่แฮะ) จริงๆต้องบอกว่า นักเขียนที่มีชื่อเสียงหลายคนแม้ขณะมีชีวิตอยู่ หากเขียนไม่ไหวเค้าก็ใช้นักเขียนหน้าใหม่มาเขียนร่วมกันแล้วครับ เรียกกันดูแนวๆว่า Cooperative แต่ถ้ามองอีกมุมฝรั่งเค้าเรียกว่า นักเขียนเงา ครับ หรือ Ghost writer (ถ้าแปลว่า ‘นักเขียนผี’ ดูน่ากลัวไปหน่อยครับ) ซึ่งนักเขียนเงาของ ลัดดัม ก็มีหลายคนอยู่ที่เด่นๆก็คงจะเป็นคนที่มาเขียนเรื่อง เจสัน บอร์น เขาคือ  อีริค วอน ลัสท์เบเดอร์ (Eric Van Lustbade) ซึ่งจะว่ากันจริงๆแล้วก็เป็นนักเขียนรุ่นๆกันครับ ไม่ใช่นักเขียนหน้าใหม่แต่อย่างใด และนิยายที่สร้างชื่อให้เค้าและเคยมีฉบับแปลไทยก็คือเรื่อง ‘นินจา’ ซึ่งอยู่ในนิยายชุด The Nicholas Linnear/Ninja Cycle ครับ

สำหรับนิยายชุดสำคัญอย่าง เจสัน บอร์น ถ้าไล่เรียงไปแล้วที่เขียนโดย ลัดดัม ก็จะมีทั้งหมดแค่ 3 เล่ม และที่เขียนโดย ลัสท์เบเดอร์ อีก 8 เล่มรวมเป็น 13 เล่มครับ ซึ่งผมยังไม่มีโอกาสได้อ่านครบทุกเล่ม แต่ขอทิ้งท้ายไว้ว่าถ้า ลัสท์เบเดอร์ ไม่เจ๋งจริงคงไม่เขียนได้ถึง 8 เล่มแน่นอน

เอาล่ะครับและแล้วก็มาถึงนิยายของ ลัดดัม ในบ้านเราบ้างอย่างที่ผมทิ้งลายแทงไว้เรื่อยๆ มีงานหลายเล่มของ ลัดดัม และงานที่แปลจากต้นฉบับของ ลัสท์เบเดอร์ พอเป็นกระสัยแต่ต้องบอกว่าค่อนข้างฝืดแล้วครับ(หาตามร้านหนังสือมือสองเท่านั้น) รายชื่อหนังสือที่เคยออกมาแล้วอยู่ด้านล่างครับ

  1. ย้อนรอยวีรบุรุษ ( The Scarlatti Inheritance ; 1971) แปล อัครเดช รณชัย
  2. กัดไม่ปล่อย ( The Osterman Weekend ; 1972) แปล ก. อัศวเวศน์
  3. ลุยแหลก ( The Matlock Paper ;1973) แปล สุวิทย์ ขาวปลอด
  4. เกมซื้อโลก ( The Trevayne ; 1973) แปล ช.พันธ์พิมพ์
  5. จารชน ( The Rhinemann Exchange ; 1974 ) แปล ประดิษฐ์ เทวาวงศ์
  6. บุกวาติกัน ( The Road to Gandoflo ; 1975 ) แปล เขมรัต
  7. แค้นนี้ ต้องชำระ ( The Gemini Contender ;1976) แปล สุวิทย์ ขาวปลอด
  8. พลิกแฟ้มอำมหิต ( The Chancellor Manuscript ; 1977) แปล เชิดพงษ์ ก.อัศวเวศน์
  9. สัญญามหาประลัย ( Holcroft Covenant ; 1978) แปล อัครเดช รณชัย/สุวิทย์ ขาวปลอด
  10. เพชรตัดเพชร( The Matarese Circle ; 1979) แปล ธนิต ธรรมสุคติ
  11. กูชื่อ เจสัน บอร์น ( The Bourne Identity ; 1980) แปล ธนิต ธรรมสุคติ
  12. มายามรณะ ( The Parsifal Mosaic ; 1982) แปล วรปัญจา
  13. ลุยทรชน ( The Aquitanine Progresion ; 1984) แปล พิณ สายเดี่ยว
  14. การกลับมาของ เจสัน บอร์น ( The Bourne Supremacy ; 1986) แปล สุวิทย์ ขาวปลอด
  15. เกมสั่งโลก ( The Icarus Agenda ; 1988) แปล พิศวาส/โรมรัน
  16. อวสาน เจสัน บอร์น ( The Bourne Ultimatum ; 1990) แปล ช. พันธ์พิมพ์
  17. ธนูหัก ( The Road to Omaha ; 1992) แปล สุวิทย์ ขาวปลอด
  18. ฆ่าประธานาธิบดี ( The Scorpio illusion ; 1993) แปล  ธนิต ธรรมสุคติ
  19. เจสัน บอร์น- จารชนคนมหากาฬ (The Bourne Legacy) แปล ก. อัศวเวศน์

The Sigma Protocol นิยายเล่มสุดท้ายของ ลัดดัม

ทั้งหมดไม่มากไม่น้อยประมาณ 19 หัวเรื่องที่มีฉบับแปลไทยกันมาแล้ว นี่ถ้าหักลบเล่มท้ายสุดที่เขียนโดย ลัสท์เบเดอร์ ก็จะมี 18 เล่มที่แปลจากงานของ ลัดดัม จากทั้งหมด 27 เล่มครับ (ข้อมูลผิดพลาดประการใดวานบอกด้วยครับ) ซึ่งถือว่ามากพอสมควรครับ ก็ลองไปหาตามตลาดหนังสือเก่าดูครับพอมีอยู่บ้าง และก็อยากที่เคยบอกไปหลายๆครั้งนะครับ เตือนไว้สำหรับนักอ่านหน้าใหม่ ภาษาของนิยายในยุคก่อนรวมถึงฉากหลังของนิยาย อาจไม่ได้ร่วมสมัยอย่างนิยายเรื่องใหม่ๆที่เพิ่งออกมา ดังนั้นมันจะมีสำนวนเก่าแปลกๆแน่นอนครับ แล้วถ้ามาถามผมว่าสนุกไหมผมก็ต้องตอบว่าขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของคุณครับ ว่าต้องการอ่านเพื่อความสนุกแบบไหน ถ้าอยากได้อะไรที่ร่วมสมัยเหมือนในภาพยนต์ล่ะก็อย่าหวัง แต่ถ้าเน้นหักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบล่ะก็มีแน่นอนครับ รับรองว่าไม่แพ้นักเขียนรุ่นใหม่แน่ๆ ไม่เชื่อลองหามาอ่านดู

สุดท้ายแล้วไหนๆก็ไหนๆ ขออัปเดตข่าวนิดหนึ่งครับ มีนักแปลสองท่านที่เคยแปลนิยายของ ลัดดัม กำลังจะเอางานของ ลัดดัม มาพิมพ์ใหม่(ย้ำว่าพิมพ์ใหม่) หนึ่งในนั้นคือคุณสุวิทย์ ขาวปลอด ซึ่งจะมีเฉพาะ 3 เล่มแรกของ เจสัน บอร์น ครับส่วนอีกท่านเป็นคุณก้อง – ก. อัศวเวศน์ ที่กำลังจะแปลภาคต่อของ เจสัน บอร์น ในแบบ Limited edition สามารถติดตามผลงานของทั้งสองนักแปลได้จากลิงค์ด้านล่างนะครับ

สำหรับผมก็ขอสวัสดีปีใหม่ นักอ่านที่แวะเวียนมา และท่านนักอ่านหน้าเก่า ที่กรุณาแวะเวียนมาเปิดหน้า Blog ของผมบ่อยๆ จนตอนนี้ครบ หนึ่งแสน  ปีที่ผ่านมาวุ่นจริงๆครับ ต้องขออภัยที่เขียนได้น้อยลง แต่ก็อย่างที่บอกผมยังเขียนอยู่ครับ ส่วนใครคิดถึง สามารถทวงถาม แลกเปลี่ยนความรู้ สามารถเมลมาคุยกัน ติติงผลงานกันได้ครับ สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อนนักอ่านทุกท่านได้อ่านนิยายสนุกๆ กันตลอดปีม้านะครับ – Danw

https://www.facebook.com/SuWithyKhawPlxd
 https://www.facebook.com/kukkong.ussavaves

Advertisements
  1. mountainfox
    เมษายน 8, 2014 ที่ 8:54 am

    18.ฆ่าประธานาธิบดี ( The Scorpio illusion ; 1993) แปลโดย ธนิต ธรรมสุคติ ครับ

    • เมษายน 8, 2014 ที่ 11:44 am

      ขอบคุณที่ช่วยทักท้วงนะครับ แต่เดิมผมใส่เป็นคุณสุวิทย์ อ่านละเอียดดีครับ ขอบคุณอีกครั้ง

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: